October 6, 2007

เพราะมิอาจหยุดห้วงกาลเวลา
จึงปล่อยชีวิตไปตามมรรคาแห่งหวัง
โหยหารักเร้นเป็นพลัง
เพื่อฝ่าอุปสรรคที่ประดัง……รุมเร้า
ก้าวเดินจากซอกเงามืดในชีวิต
ที่เคยซ่อนเร้นปกปิดความเปลี่ยวเปล่า
หวังโลกใบนี้เป็นที่บรรเทา
กลับเหมือนวนอยู่ที่เก่า……แต่เริ่มมา
จึงจำทนวนอยู่อย่างผู้แพ้
จักหาแลใดวาดปรารถนา
หวาดหวั่นไหวไปกับกาลเวลา
ข่มชีวา…..วิโยคเศร้าเหงารำพึง
เพราะมิอาจหยุดความฝันอันโหยหา
ปรารถนาจากห้วงใจดวงหนึ่ง
วาดชีวิตคิดย้ำในคำนึง
เคยตราตรึง…..ในรักทายทักใจ
——————————————
ลานเทวา


ปรารถนาแห่งใจข้าไหววาด
เคยพิลาสงามงดในบทสรรค์
บัดจักสิ้นลับลาโดยจาบัลย์
โศกรำพันเพ้อคร่ำใจร่ำครวญ
ห้วงอาทรอ่อนหวานเคยซ่านซึ้ง
ซ่อนรำพึงกำซาบพิลาปหวน
พร่ำห่วงหาคราฝันเร้ารัญจวน
บัดแปรปรวนรวนเรว้าเหว่ใจ
อรรณพห้วงอัสสุชลหลั่งล้นแล้ว
ดั่งร้าวแก้วแกมทองสิ้นผ่องใส
โศกฤาสร่างจากห้วงทรวงหทัย
เศร้าอาลัยอาทรอาวรณ์รัก
จากซ่านซึ้งตรึงจิตสนิทแนบ
เคยอิงแอบอุ่นในใจประจักษ์
บัดร้างแล้วซึ่งประนอมถนอมภักดิ์
ต้องห้ามหักโศกเชี่ยวอยู่เดียวดาย
ธารน้ำตาโศกตรมระทมห้วง
ดั่งโลกล่วงลงลับดับสลาย
ปรารถนาแห่งหวังพังทะลาย
ความรักตาย…จากใจไปสิ้นแล้ว
———————————————
ลานเทวา



กูเดินดุ่มกุมใจในหนกว้าง
ความอ้างว้างรุมเร้ามิเท่ากลุ้ม
ความลำเค็ญเน้นบอกทุกซอกมุม
ชะตารุ่มรนร้าวเหน็บหนาวใจ
เนิ่นแต่กาลผ่านผันในวันค่ำ
ตีนหยัดย่ำต่ำดินถวิลไหว
ชั่วรึโชคชะตานำพาใด
แลจัญไรแล้วหนอันทนสู้
สิวาดหวังประทังใจกระไรว่า
มันสิ้นท่าโดยย้ำลำบนอยู่
แหวกคืนวันอันโง่เขลาเข้าพันตู
ชีวิตกูรึพ้นยากลำบากทน
กูจึงมาหาประท้วง
สิ่งทั้งปวงอันเบือนบิดวิปริตหน
กูคือกรรมกรชาวนาประชาชน
ผู้ลำบากลำบนในคืนวัน
กูมาจากความยากจนอันข้นแค้น
จากดงแดนระอุอานกันดารฝัน
มาเพื่อหวังรัฐช่วยอำนวยปัน
มายืนยันความทุกข์ทนบนชีวิต
มาแต่ไร่ร้างลา….นาล่ม
มาแต่ความขื่นขม……จ่มจิต
เพราะไม่รู้จะพึ่งใคร……ในทางทิศ
หวังรัฐบาลช่วยสักนิด…..จึงมา
มากินมานอน…..มาอยู่
มาสู่ให้ท่านเห็นหน้า
มาประท้วงที่รัฐสภา
กี่หนมานั้นยังเหมือนเดิม
—————————————
ลานเทวา

