
เธอกอดก่ายสายลมเหงาอย่างเปล่าเปลี่ยว
ท่ามกระแสเชี่ยวแห่งฝันแลตัณหา
ประดับความว้าเหว่เอกา
ประทับห้วงกาลเวลาชีวิต
ฉันจมอยู่กับอีกฟากของซากฝัน
เฝ้ารำพันเรียงร้อยถ้อยจริต
หวังกล่อมโลกโศกเร้นอย่างเป็นมิตร
โดยต่ำต้อยน้อยนิดในชะตา
เหมือนดั่งเราอยู่กันคนละโลก
โดยมีเหงาเศร้าโศกคอยเชื่อมหา
ทอดสะพานสู่ฝันแห่งมรรคา
ใต้เงาแสงดาริกาพร่างพราย
เราคงมิแตกต่าง
บนหนทางอันสายลมพร่างพรมสาย
ณ อ้อมกอดความเหงาเปลี่ยวยามเดียวดาย
ฤาความรักสิ้นหาย…..จากโลกแล้ว
——————————————
ลานเทวา



โอ้…กวี
ไยจึงหนีมาจากฟากฟ้า
ไยทอดทิ้งแดนสรวงห้วงดาริกา
เพียงเพื่อมาต่ำต้อยเรียงร้อยคำ
โอ้….กวี
ไยจึงลี้จากห้วงฟ้ามาเบื้องต่ำ
ไยต้องมาไส้แห้งแฝงระกำ
เพียงเพื่อนำบทถ้อยร้อยวจี
ข้าจักเก็บมันไว้หิ้งใดเล่า
บนหอคอยคนเขลารึใช่ที่
ฤาจักเก็บมันไว้ในคำภีร์
เป็นบริบทแห่งกวีกระวาดวรรณ
โอ้….กวี
ไยจึงลี้ใจพรากจากสวรรค์
มาเป็นเพียงธรรมดาแห่งสามัญ
เพื่อรำพันชีวิตลิขิตความ
ข้ามาสัมผัสเห็น
ในวาบเย็นแห่งฝันโศก ณ โลกสาม
อักษรบ่งดำรินิรนาม
อยู่ท่ามกระแสเชี่ยวอย่างเดี่ยวดาย
ข้าจึงวาดกวีหวัง
เพื่อสลายความชิงชังให้สร่างหาย
แต่งแต้มบทเรียงถ้อยร้อยระบาย
ให้โลกงามทุกภายด้วยบทกวี
ข้าอาจจะต่ำต้อย
แต่มิต่ำทรามด่างพร้อยในหน้าที่
ข้าเกิดมาเพื่อเขียนพจน์บทชีวี
สร้างไมตรีด้วยคำน้อมนำรัก
———————————-
ลานเทวา


ข้ามข่มอารมณ์ร้ายอันร่ายเร้า
ข่มความโศกวิโยคเศร้าอันเหลือแสน
ห้วงถวิลไหววาดดั่งขาดแคลน
รักแร้นแค้นสิ้นไร้จากใยรัก
พินอบใจในระนาบกำซาบซ้อน
โลกกลับย้อนชิงชังเน้นไว้เป็นหลัก
การพบเจอเพ้อหมายเพียงทายทัก
สุดพิงพักความคิดกับจิตใด
ข้าเห็นโลก เป็นอย่างโลก ณ โลกนั้น
คือสามัญแห่งความจริงอันยิ่งใหญ่
ข้าเห็นคนอย่างที่เห็นความเป็นไป
ท่ามสมัยกลืนค่าอารยธรรม
ไม่มีใครประจักษ์ตะหนักเห็น
โลกจึงเร้นเล่ห์ลวงถ่วงถลำ
รักจึงไร้ค่าย้อมมาน้อมนำ
รักเพียงคำบอกเล่าความเหงาใจ
อารยธรรมแห่งความรัก
บัดสิ้นหักในหนจนเกินไขว่
หาความจริงจากห้วงดวงหทัย
หาความรักสิ้นไร้จากเงานั้น
ข้ามข่มอารมณ์ร้ายอันร่ายเร้า
ข่มความโศกวิโยคเศร้าแห่งห้วงฝัน
กลับไปค้นความหมายสายสัมพันธ์
มามอบปันด้วยใจที่ใฝ่รัก
เพื่อโลกงามตามวาดปรารถนา
พร้อมคุณค่าอันใจได้ประจักษ์
มอบความจริงที่มั่นหมายมาทายทัก
อารยธรรมนี้จักมิเสื่อมคลาย
———————————————
ลานเทวา
