…ลำนำเถื่อน จากเรือนถ่อย …

ร่ายรำพัน.........ว่าไปเรื่อย ๆ



เก็บอารมณ์ บ่มจด เป็นบทสรรค์

ความผกผัน ในชีวิต ลิขิตหา

สามสิบปี  ที่ก่อเกิด กำเนิดมา

รจนา  ด้วยจิต  ประดิษฐ์ความ


ร่ายตามบท  จดความ  ไปตามเรื่อง 

อย่าได้เคือง  ขุ่นจิต คิดเหยียดหยาม

จะหมายมั่น  อันใด ในรูปนาม

เพียงติดตาม เติมต่อ  ด้วยพอใจ


กินพออิ่ม ยิ้มพองาม  ถามพอรู้

เพียงพออยู่  ดูพอเห็น  ว่าเช่นไหน

อันชีวิต  คิดคาด  วาดกันไป

จะหาใด  เที่ยงแท้  ความแน่นอน


อย่าได้ครุ่น  คิดหนัก  จนหักเห

สุดคะเน ใดหวัง  ยากสังหรณ์

ยังแต่ลวง หัวใจ ไหวอาวรณ์

ตามบทตอน  แห่งกรรม  นำชีวี


เมื่อสงัด แห่งตัณหา  มิสงบ

ต้องประสบ ความวุ่นวาย  แทบหน่ายหนี

ยังแต่ความ  รุ่มร้อน  ย้อนชีวี

ยากหามี  ใดเอื้อ มาเจือเย็น


เมื่อเรามา  เขามี  อะไรให้

ตอนเราไป  เราก็ไป  อย่างที่เห็น

แล้วจะคิด  ใดย้ำ  เกินจำเป็น

ร้อนหรือเย็น  ต่างรู้ อยู่แก่ใจ

มิควรหวัง  ตั้งใจ อย่าไปหวัง

ดูกำลัง  เสียก่อน ถ้าอ่อนไหว

มิควรคิด  เกินหวัง  หากพลั้งไป 

จะหาใคร  คอยช่วย แลป่วยการ


อันชีวิต  คนเรา เอาใดแน่

อย่าหลงแค่ คิดหวัง กับสังขาร

เขาขีดขอบ  มอบไว้  ใช่อยู่นาน

หากถึงกาล  เมื่อใด  ใช่เหลือเรา


ที่นอนเดี่ยว เปลี่ยวใจ ไร้คู่ชิด

อย่าได้คิด  หลงงาม  ไปตามเขา

เที่ยวหาห่วง  ผูกคอ  บ้ายอเอา

นอกอยากเข้า  ในอยากออก   เขาบอกมา


เพียงพ้นผ่าน  พานพบ  แล้วจบจาก

อย่าได้ฝาก  อันใด  ให้ห่วงหา

ทุกสิ่งย่อม  หักเห  วันเวลา

จะนำพา  ใดหวัง  รั้งแต่ลวง


เห็นทุกสิ่ง  มาทั่ว  กลัวเพียงจิต

จะหลงผิด  นำพา  มาเป็นห่วง

ให้วิตก  หมกมุ่น  วุ่นวายทรวง

ที่ลับล่วง  ล้วนเห็น  ความเป็นตาย


ย้อนสำนึก  ลึกล้ำ  ใดกำหนด

ให้สลด  กับความจริง  กับสิ่งหมาย

ล้วนแต่ครุ่น  คิดค้น  วนวุ่นวาย

ผลสุดท้าย  จึงรู้หลอก  บอกตัวเอง

ที่ติดตาม ความอยู่ จึงรู้เขลา

รั่งแต่เอา  อารมณ์  มาข่มเหง

ให้หัวใจ  เจ็บจำ  จนยำเกรง

เป็นนักเลง  น้ำตา  พร่ำอาวรณ์


เพียงหนึ่งช้ำ  จากใจ  ได้ปรากฏ

ควรกำหนด  ความเจ็บจำ  มาย้ำสอน

เป็นบทเรียน เขียนใจ  ให้สังวรณ์

ขุดสันดอน  สันดาน  ตรวจทานใจ


หากแต่คน  เรานั้น  ยากทันคิด

จึงต้องผิด  ต้องพลั้ง เหมือนตั้งไข่

ต้องล้มลุก  คลุกคลาน  ซมซานไป

จึงจะได้  คุณค่า  ว่าเป็นคน


ที่รู้ผิด  รู้พลั้ง  รั้งรู้เจ็บ

รู้จำเก็บ  เตือนจิต  คิดเหตุผล

จะหาใด  ดีเหมือน  ตนเตือนตน

รู้ทันคน  รู้กิเลส  รู้เหตุการณ์


ว่าไปเรื่อย เฉื่อยชา  น่าเบื่อหน่าย

ให้วุ่นวาย  จวนจิต  วิตถาร

ประเดี๋ยวสุข  ประเดี๋ยวทุกข์ มารุกราน

จนขี้คร้าน  อาวรณ์   สะท้อนใด


ที่อยากรู้  กลับไม่  ได้รับรู้

ที่อยากดู  กลับงง จนสงสัย

ที่อยากเป็น  กลับเปลี่ยน  จนเพี้ยนไป

ที่อยากได้ กลับอด  สลดจัง


ดุจความโง่   งมงาย  ควายตัวหนึ่ง

จะคิดซึ้ง  อันใด  ในสิ่งหวัง

ยิ่งมองเห็น  ความจริง  ยิ่งน่าชัง

ล้วนแต่ไม่  จีรัง  ไม่ยั่งยืน


จะคิดมั่น  ใดดล  พิกลอยู่

เหมือนควายสู้  ทำสบัด  แรงขัดขืน

ครุ่นคิดคาด  วาดหวัง  ว่ายั่งยืน

จากวันคืน  หลงชม  ให้งมงาย

เขาให้มา แค่ไหน ทำไม่คิด

ไปหลงผิด  หลงงาม มากความหมาย

ไปหลงคุณ  หลงค่า ว่ามากมาย

เขาให้ตาย  เมื่อไร  ใช่เห็นมี


ที่พอเหลือ  เจือไว้  ให้คนทัก

แจ้งประจักษ์  หมู่ชน บนวิถี

คือผลบุญ  คุณงาม   และความดี

คอยบ่งชี้ ราคา คุณค่าคน


แว่วเสียงธรรม  คำพระ ลดละเลิก

ให้บานเบิก  ดวงใจ  ไปทุกหน

แว่วเสียงกรรม  นำพา  ไม่น่ายล

แลทุกข์ทน  ดวงจิต  ยามคิดไป


ที่ร้องร่ำ  พร่ำพูด  เหมือนตูดตด

หาสลด  ด้วยดี  หาที่ไหน

มีปากพูด  พูดมาก  ปากกรรไกร

พร่ำพูดไป  สูญสิ้น  ผู้ยินยล


เหมือนสีซอ  ล้อควาย  ให้หมายซึ้ง

ยากตราตรึง  ใดประจักษ์  ในมรรคผล

เหมือนแสงธรรม   นำชี้  วิถีชน

ยากหาคน  แลเห็น  ว่าเป็นธรรม


ยังแต่พา  อาวรณ์  มาร้อนรุ่ม

ให้เกลื่อนกลุ้ม  ในจิต  คิดถลำ

ไปหลงเหตุ  หลงผล  ตามกลกรรม

จะชี้นำ  ใดรู้  เพียงครู่ยาม


วิชาการ  ก้าวไป  ไกลเกินขอบ

ไร้คำตอบ   จากจิต   เมื่อคิดถาม

แลตรองทั่ว  ถ้วนครบ  จบรูปนาม

ล้วนแต่ความ  ว่างเปล่า  ไร้เงาใด


สุดจะพร่ำ  รำพัน  อันใดอีก   

เพียงรู้หลัก รู้ร้อน  รู้อ่อนไหว

รู้บ่งชี้  ดีชั่ว  ตัวกับใจ

จะหาใด  จีรัง  อย่าหวังมี

โน่นแน่ะธรรม  นำพา วิชชาสู่

ให้เรียนรู้  ปฏิบัติ  จัดวิถี

นั่นวัดวา  อาราม  สร้างความดี

จรลี เข้าไปเถิด  จักเกิดบุญ



อย่ามัวแต่  หลงทาง  ย่างเตลิด

ไปหรูเลิศ  อวิชชา  ตัณหาหนุน

รู้จักเดิน  เข้าวัด  หัดทำบุญ

ไว้เป็นทุน  นำพา  คราสิ้นลม



กลอนใดย้ำ  กรรมใดย้อน  สะท้อนจิต

ให้ชีวิต  ระทมทุกข์   ไร้สุขสม

ยังแต่ความ   ขุ่นข้อง  ใจหมองตรม

รั้งอารมณ์ วุ่นวาย  สุดหมายใด



เพราะชีวิต  คิดวาด  ปรารถนา

ให้ตัณหา  มาบั่นทอน  จนอ่อนไหว

ความรุ่มร้อน อาวรณ์หวัง  ฉุดรั้งใจ

พาทุกข์ทน   วนไป   กับเส้นทาง



ให้อนาถ  ชีวิต  เกินคิดคาด

จะหวังวาด  อันใด   ในหม่นหมาง

ล้วนแต่ความ  มืดมิด  ทุกทิศทาง

จะปล่อยวาง  เช่นไร  ปล่อยไม่ลง



รั้งชีวา  พาจิต  ครุ่นคิดค้น

เกิดกังวล  เกลื่อนกลุ้ม  ในลุ่มหลง

ทั้งลาภยศ   ศรัทธา   พาพะวง

ยากปลดปลง  ปล่อยวาง  หนทางใจ

ที่แพ้มาก  ยากแก้  แพ้ความคิด

แพ้ชีวิต   แพ้ตัณหา พาเหลวไหล

พาลลุ่มหลง  พะวงจิต  คิดค้นไป

ตามแต่ใจ  หวังวาด  อนาถตน


ไม่หันมอง  ความจริง  ทำทิ้งขว้าง

ไปหลงสร้าง กิเลส  ไร้เหตุผล

เพียงสนอง ความต้องการ สำราญตน

สันดานคน  หลงเพลิน  จนเกินการ


ธรรมชาติ  ชี้สอน  สะท้อนเห็น

ถึงความเป็น  อนิจจัง ของสังขาร

สรรพสิ่ง   ทิ้งเปลี่ยน  หมุนเวียนกาล

อุปาทาน  ไยมั่น  กับวันคืน


อีกว่าความ  ไม่แน่นอน  ยังสอนจำ

ให้แลเห็น สัจธรรม  ในแผ่นผืน

จะหามี ใดจีรัง  ว่ายังยืน

ที่หยิบยื่น  ล้วนมายา  ลวงตาใจ


จงตอบแทน  ความชั่ว  ด้วยความดี

รู้เมตตา  ปราณี  เป็นนิสัย

จงแก้แค้น  ด้วยการ ให้อภัย

ดีกว่าไป  โกธา  จนบ้าบอ


โลกวันนี้  ร้อนรุ่ม เกลื่อนกลุ้มแท้

จะหวังแก้  ให้ร่มเย็น  เช่นไรหนอ

ยากหามี  ที่แก้ใจ  ว่าให้พอ

ยังแต่เฝ้า  พะนอ   ตามใจตน


ด้วยอำนาจ  ใฝ่ต่ำ  ถลำจิต

พาชีวิต   พ้นเขต  ของเหตุผล

เมื่อสงบ  แห่งใจ  ดั่งไฟรน

จึงพาตน  เกลือกกลั้ว  มั่วอบาย


ที่ควรรู้  กลับเลือน  เหมือนทิ้งขว้าง

ไปคิดสร้าง  กังวล  บนสิ่งหมาย

สร้างตัวกู  ของกู  ดูวุ่นวาย

ผลสุดท้าย   ทุกข์ทั้งนั้น จากวันคืน

ค้นความจริง จากใจเรา  นั่นแหละหนา

อย่าไปหา  ไปค้น  ที่คนอื่น

สรรพสิ่ง  อย่าหวัง  ว่ายั่งยืน

ล้วนกลับคืน  สู่สามัญ  แปรผันไป


อย่าหลงคิด  หลงเฝ้า เป็นเจ้าของ

ที่เห็นมอง เพียงมา  พึ่งอาศัย

เมื่อถึงกาล  แตกดับ  สิ้นลับไป

มิเหลือใด  นำพา  แม้นอาวรณ์


อย่าทระนง หลงตัว  เมามัวจิต

พาชีวิต  ชีวา  ปัญญาอ่อน

ให้กิเลส  ตัณหา  มาบั่นทอน

จนรุ่มร้อน  จิตใจ  ในคืนวัน


เอาวัตถุ  ถ่วงจิต  จนผิดท่า

เอาคุณค่า  สิ่งลวง  มาถ่วงฝัน

เอาความหมาย  จอมปลอม  มาย้อมปัน

แล้วยึดมั่น  หลงผิด  อนิจจา


ให้บ้าหลง  อวดตัว  มัวยึดติด

ไปอ้างสิทธิ์   ยึดมั่น  ด้วยตัณหา

จึงพ่ายแพ้  ตั้งแต่ไหน  แต่ไรมา

เพราะปัญญา  ไร้ธรรม  ส่องนำใจ


ไอ้นั่นบอก   นี่ของข้า  อย่าเซ้าซี้

ไอ้โน่นชี้  ว่าของกู  แกรู้ไหม

ทั้งไอ้โน่น  นั่นนี่   มีของใคร

โง่บรรลัย  จริงแท้  เมื่อแลตรอง

สรรพสิ่ง  ทิ้งวาง อยู่อย่างนั้น

ไยเสกสรรค์ นำพา  มาสนอง

ปรุงแต่งจิต   แต่งใจ  มิไตร่ตรอง

ไปจับจอง  ยึดติด  จนผิดธรรม


เสียงธรรมแผ่ว  แว่วมา  พาชื่นจิต

จำตรึงติด  ห้วงใจ  ใช่น่าขำ

คนเข้าวัด  เข้าวา  ศึกษาธรรม

จักน้อมนำ  สิ่งดี  ให้ชีวา


อย่าได้เย้ย  เยาะเล่น  เป็นขำขัน

ทางสวรรค์  ทางบุญ  ที่หนุนหา

เหมือนดั่งเช่น  คนเขลา  เบาปัญญา

มิรู้หา  ใดดีชั่ว  หลงมัวเมา


ยิ่งผู้คน  วันนี้  ยากมีเห็น

สุดจะเข็น  อย่างไร  หนอใจเขา

ไม่รู้วัด  รู้ธรรม  ซ้ำใจเบา

ไปหลงเงา  แสงสี  หาดีใด


เห็นแสงสี  มีค่าล้ำ  กว่าคำสวด

เห็นการบวช  ว่างมงาย  คล้ายเหลวไหล

หลงเพลงหนัง  มายา  กว่าสิ่งไร

จนจิตใจ  ด่ำดิ่ง  ทิ้งวัดวา


ทั้งหญิงชาย  วายวุ่น ไม่ครุ่นคิด

ไปหลงผิด   หลงชั่ว  เมามัวหา

ไม่เห็นคุณ   ในธรรม  ที่นำพา

ไปหลงบ้า ยุคสมัย  ตามใจตน

เพราะไร้ธรรม  นำนิยม  สังคมแย่

ให้ยังแต่  ความเมามัว  อยู่ทั่วหน

ไม่คิดหา  แสงธรรม  มานำยล

หลงลืมตน  อยู่ใน  ความไม่ดี


จึงทนทุกข์  รุกร้อน   ร้าวรอนจิต

ยามกอบกิจ  อันใด  ในวิถี

ยากหาสุข   สดชื่น  ยื่นชีวี

เพราะไม่มี  แสงธรรม  คอยนำพา


ต่างร้อนแรง  แข่งขัน  ในวันค่ำ

แล้วแต่กรรม ดลไป  ในยะถา

บ้างหลงงาม  ตามโลก  โชคชะตา

อนิจจา  ผู้คน  มืดมนใจ


เมื่อหลงทราม  ตามชั่ว  จึงมัวหมอง

ยังหมายมอง  สิ่งเลว  ทำเหลวไหล

เที่ยวลุ่มหลง  พะวงคิด  จนผิดไป

เอาแต่ใจ  ปองมั่น  กับวันคืน


หลงอัตตา  ยึดติด  ผิดคำพระ

ที่ควรละ  กลับพลาด  ไม่อาจฝืน

เหมือนวัวควาย  สายเชือกชัก  พันหลักยืน

ย่ำวันคืน  เดินวน  จนตัวตาย


อย่าทระนง  หลงตัว    เมามัวจิต

จงยั้งคิด  เถิดหนา  ก่อนว่าสาย

ธรรมคุณ  หนุนสร้าง  ก่อนวางวาย

อย่าให้ตาย  อย่างเสียชาติ  เพราะขาดธรรม

น้ำขุ่นวน  หรือยลเห็น  เป็นเงาหน้า

นกรู้ฟ้า  ไม่สิ้น บินถลำ

จิตมืดมน  หรือยลเห็น  ว่าเป็นธรรม

ที่ขาวดำ  สองอย่าง  ยังต่างมอง


ถึงคราสุข  สนุกรู้  ว่าฟูลอย

ยามทุกข์ถอย  จมตัว  ให้มัวหมอง

อุปาทาน  ขานขับ  สดับตรอง

ไม่หัดมอง  ให้เป็น  ยากเห็นตน



พระสัทธรรม  ดำรงค์อยู่  คู่พิภพ

มิเคยลบ  เลือนเขต  ของเหตุผล

เลิกเก็บเกี่ยว  เหลียวแล  เห็นแก่ตน

สร้างกุศล  ก่อบุญ   ไว้หนุนพา


อันชีวิต  คนเรา  เอาใดแน่

อย่าหลงแค่  คิดวาด  ปรารถนา 

พึงสังวรณ์  สอนจิต  ที่ผิดมา

วันเวลา  พลั้งใด  จำไว้เตือน


หากเตือนตน  ไม่ได้  อย่าหมายคิด

เตือนชีวิต  ผู้คน  อย่างตนเหมือน

จะมุ่งหมาย ใดมั่น  ก็พลันเลือน

พาบิดเบือน  ขอบเขต    ทุกเหตุไป


ไม่มีธรรม  นำจิต ย่อมผิดพลาด

ด้วยมิอาจ  รู้ทัน  จึงหวั่นไหว

ยากรู้คิด  รู้ยั้ง  รู้ชั่งใจ

หลงลุ่มไป  กับมายา  ตัณหาลวง

หนักอะไร  ของเจ้า  เท่าหนักอก

สุดจะยก  ออกไป  จากใจห่วง

ทั้งสมบัติ  วงษ์เครือ เชื้อทั้งปวง

ให้คอยถ่วง  คอยรั้ง  กังวลใจ


เสียทรัพย์สิน  อันใด  เสียไปเถิด

แต่ถ้าเกิด  เสียคน  สุดทนไหว

ถึงเสียผู้  เสียคน  มาเท่าไร

ทำดีได้  ภายหลัง  ยังว่าดี


อันรู้ชอบ  รู้ชั่ว  ตัวกำหนด

จะบังบด  อันใด  ในวิถี

ใช่เลยลับ  ลบเลือน  วันเดือนปี

ทำชั่วดี  อย่างไร  ควรไตร่ตรอง


หันแลหา  ตัวตน  ค้นอยู่ไหน

มีค่าใด  ควรจิต  คิดสนอง

ยังแต่อยาก  เรื่อยไป  ในครรลอง

กิเลสนอง  ตัณหานำ   ให้ย่ำยล


ที่ควรเห็น  เป็นไป  กระไรอยู่

ที่ควรรู้  กลับลืม ด้วยปลื้มผล

ที่ควรคิด  ควรเห็น  กลับเป็นกล

นี่แหละคน  ยุคใหม่  ในคืนวัน


เที่ยวเก็บเอา  ตำรา  มาประกาศ

ให้ฉลาด  ตามจิต   ที่คิดฝัน

เอาดีกรี   ปัญญา  มาแข่งกัน

ว่าตัวนั้น  สูงส่ง  ทระนงใจ


เอาวิวัฒนาการ   มารานรุก

แล้วเฝ้าปลุก  วิชาการ  มาขานไข

สัจธรรม  ความจริง  เอาทิ้งไป

โลกยุคใหม่  ก้าวหน้า  หาใดเกิน


ความสะดวก  สบาย  มารายล้อม

สนองพร้อม   ถึงใจ  ไม่ขัดเขิน

วัตถุกรรม  นำพา  วิชาเกิน

การดำเนิน  ยึดติด  ไร้ทิศทาง

ที่มองหา  มองเห็น  เป็นมองหาย

สุดจะหมาย  เลาะลัด  เข้าขัดขวาง

สรรพสิ่ง  นั่งคอย  ใดปล่อยวาง

ยังแต่ทาง  มืดมัว  พาตัวจม


เพียงแผ่วผิว  ผิวแผ่ว  แล้วลาลับ 

ไหวสดับ  ใดชื่น  จากขื่นขม

แค่ผ่านเลย  ลับหาย  ดั่งสายลม

จะชื่นชม  ใดมั่น  นั้นไม่มี


เพียงอาศัย รูปนาม  ตามปรุงแต่ง

ให้คิดแข่ง  กันไป  ในวิถี

ความยุ่งยาก  มากหา  ประดามี

รั้งชีวี  ค้นคิด  ลิขิตกรรม


ให้หน่ายเบื่อ  เหลือจะกล่าว  ในราวเรื่อง

ดูเปล่าเปลือง  เวลา  มันน่าขำ

ยากหาใคร  กำหนด  มาจดจำ

การกระทำ  จึงเพลิน  จนเกินใจ

จากวัยวัน  ผันวน ดลลิจิต

เกิดทางทิศ   หลายหลาก  มากเงื่อนไข

ต่างดิ้นรน ค้นหา  นำพาไป

สู่หนใด  หนอฝัน  กับวันคืน


ที่พอเห็น  กลับเป็นทุกข์  มารุกเร้า

ประหนึ่งเงา  รั้งอารมณ์  ให้ขมขื่น

สุดลิขิต   ใดหวัง  ว่ายั่งยืน

ยังแต่ยื่น  ตัณหา  มาพนอ


บอกรู้ทัน   รู้แท้  ยังแพ้พ่าย

ให้อับอาย  ตรงจิต  คิดเติมต่อ

โอ้ใจเอ๋ย  ไม่เลย  ไม่เคยพอ

รั้งแต่ก่อ  กิเลส  เป็นเหตุนำ


ไปสมมุติ   ฉุดจิต  ให้คิดหา

สร้างมายา   ล้ำเขตุ  ของเหตุผล

พาสิ้นไร้  พลัง  ยับยั้งตน

ความทุกข์ทน  จึงมี  ทุกทีไป


ยังทระนง  หลงโง่  ทำโอหัง

มิระวัง  อารมณ์  ข่มนิสัย

น่าอนาถ  ชีวิต  ยามคิดไป

เพียงเพราะใจ  ไม่ตรอง  ครรลองธรรม


ความวุ่นวาย  แห่งหวัง  ยังมีอยู่

สำหรับผู้  พ่ายจิต   คิดถลำ

ไปหลงดี  หลงงาม  ตามเวรกรรม

ให้คิดทำ  คิดวาด  คาดกันไป

ทรนง อย่างโง่ งมงายดื้อ

มั่นยึดถือ ตัวตน เป็นผลใหญ่

มิว่าจะ  สิ่งใด  ต่อสิ่งใด

ต่างยึดไว้ ถือไว้  ในตัวตน


ใครเขาชอบ มอบไว้ ให้เจ้าหรือ

จึงได้ถือ  ด้วยแรง ทุกแห่งหน

เอาความหมาย  คุณค่า ใดมาดล

ให้คิดค้น  คิดหา  มามากมาย


เพียงค่ำคืน  ระรื่นฝัน  แล้วพลันจาก

พบวันพราก  ไกลจิต สุดคิดหมาย

ผ่านเรื่องราว หมกมุ่น ให้วุ่นวาย

เห็นความตาย เบื้องหน้า รอท่าคอย


ที่รู้รับ  รู้เรียน เขียนชีวิต

รู้ถูกผิด  ดีชั่ว  ตัวใช้สอย

ที่มองเห็น  เป็นอยู่  ดูเลื่อนลอย

จะเฝ้าคอย  ใดจีรัง  ว่ายั่งยืน


ที่รู้ปลง  รู้ปลด  ใจลดละ

รู้ชนะ  กำหนัด รู้ขัดขืน

รู้ชีวิต ผกผัน ในวันคืน

รู้หยิบยื่น ธรรมดล  ในหนทาง


จะเมามัว  ยึดมั่น  อันใดเล่า

รั้งแต่เฝ้า  กังวล  ให้หม่นหมาง

สรรพสิ่ง  ถดถอย  เพียงปล่อยวาง

รู้ใจว่าง  สงบเย็น  มองเห็นธรรม

ร้อยวิถี พันยะถา หาใดสิ้น

ยังยลยิน อยู่ใน  ใจตกต่ำ

วัฏฏะนี้ ว่ายวน ตามผลกรรม

การกระทำ ชั่วดี คอยชี้พา


แสงสว่าง กระจ่างจิต  สถิตชอบ

รู้รอบคอบ ในสำนึก รู้ศึกษา

อริยะ มรรคดล เป็นผลพา

เกิดปัญญา รู้จริง ทุกสิ่งไป


สรรพสิ่ง ทิ้งวาง บนทางทุกข์

เลิกหลงยุค หลงงาม ตามนิสัย

สรรพธรรม นำชี้ วิถีใจ

ลดละใน อกุศล สร้างผลบุญ


อย่าระเริง หลงไป ในวิถี

กรรมชั่วดี  ณ ครรลอง จักนองหนุน

สร้างศรัทธา น้อมนำ การค้ำจุน

ธรรมคุณ จักเกิด ประเสริฐงาม


ไม่ตกต่ำ ตามกิเลส เหตุมัวหมอง

รู้ตรึกตรอง ชั่งใจ ไม่ผลีผลาม

รู้ทันเหตุ รู้ทันผล รู้ยลตาม

อย่ารู้ทราม รู้ชั่ว มั่วอบาย


เกิดเป็นคน วนเวียน ให้เพียรแก้

ความผันแปร เปลี่ยนไป ในสิ่งหมาย

สรรพสิ่ง  สับสน ปนวุ่นวาย

เกิดจนตาย ตามหา ค่าคุณใด

รู้ลดละ หลีกเร้น ใจเว้นว่าง

ก้าวสู่ทาง ชีวิต ลิขิตใหม่

รู้ปล่อยวาง ทางชั่ว ตัวกับใจ

รู้ชอบใน ดำริ มิมัวเมา



หวังเจริญ ด้วยธรรม นำชัวิต

ชำระจิต อกุศล ในหนเก่า

ที่เคยหลง เคยชั่ว ในตัวเรา

ลบล้างเงา อันระยำ ที่ทำมา


ทวนกระแส จิตตน หวังพ้นทุกข์

วิบากรุก ฉุดรั้ง ประดังหา

บางขณะ ท้อแท้ แพ้อัปรา

ให้อุรา สิ้นหวัง พ่ายพังไป


หากบางครั้ง รู้สติ ดำริชอบ

รู้โต้ตอบ  อารมณ์ ข่มนิสัย

บางครั้งเงียบ เรียบว่าง อย่างมีชัย

บางครั้งใจ ตกต่ำ ระยำตน


ระเริงหลง ลืมจิต ในผิดชอบ

ทิ้งใจมอบ แด่ตัณหา ทุกคราหน

แทบทุกครั้ง พลั้งพลาด อนาถตน

เพราะหลงกล ตามกิเลส ทุเรศใจ


สุดจะหมาย มั่นคิด ในผิดถูก

ที่พันผูก  จึงดำริ เป็นนิสัย

รั้งแต่ความ  เมามัว ตัวแพ้ใจ

เพราะหลงไป ตามเหตุ กิเลสนำ

โลกวันนี้   ดีชั่ว ตัวกำหนด

ไยปล่อยปลด ให้จิต คิดถลำ

กี่บทเรียน เขียนอ่าน ขี้คร้านจำ

ให้ระยำ  อยู่เป็น เช่นนั้นมา


เหมือนบอดใบ้ บ้าบอ ทำตอแหล

ให้หลงแต่  ความฝัน และตัณหา

วิถีชั่ว มัวหมอง ลำพองพา

อนิจจา  ใจเอย ไม่เคยตรอง


ยังแต่ความ  งมงาย วุ่นวายจิต

ให้หลงคิด  หลงหา  มาสนอง

เพื่อสิ่งหวัง  ที่ตน กังวลปอง

ตามครรลอง  แห่งตัณหา  จะพาไป


ดุจวิถี  แห่งกรรม ได้กำหนด

ยากปล่อยปลด  ความเลว  ความเหลวไหล

โอ้มรรคา  ที่ย่ำ  นำพาใจ

ล้วนเป็นไป  ตามกิเลส  ทุเรศตน


สุดละอาย  ใจตัว  ให้มัวหมอง

ในครรลอง  ที่ย่าง ทุกทางหน

ไม่เคยมี  การลดละ  ชนะตน

ยังแต่รน รุ่มร้อน  สะท้อนใจ


เสียงกระซิบ จากจิต  สถิตชอบ

ยังแต่มอบ  มารยา  อันสาไถย

สร้างคุณค่า  ความหมาย  วุ่นวายใจ

ชักพาไป  ตามจริต  ลิขิตกรรม

วิถีธรรม นำพา วิชชาสู่

ไว้เตือนรู้  ยามจิต คิดถลำ

มีสติ ปัญญา มาน้อมนำ

การกระทำ ดีชั่ว ไม่มัวเมา


ปฏิบัติ ขัดเกลา เอาชนะ

เหนือตัณหา ราคะ ที่แผดเผา

ให้กิเลส ลับจาง จนบางเบา

ทุกข์สุขเศร้า ปล่อยวาง จนจางคลาย


เมื่อเรามา เรียนรู้ เราดูเห็น

สรรพสิ่ง ใช่เป็น เช่นอย่างหมาย

ล้วนแปรผัน  ผ่านพ้น วนวุ่นวาย

เกิดจนตาย ล้วนแต่ทุกข์  สนุกใด


อย่าทระนง หลงเอา แต่เมามัว

นำพาตัว เกลือกราคี งามที่ไหน

รั้งแต่ทุกข์ ท่วมท้น บนทางใจ

เพราะหลงไป ตามกระแส  แพ้ทุกยาม


จงลืมตา ตื่นมอง แล้วตรองตรึก

ปลุกสำนึก จิตใจ ใช่แบกหาม

เพื่อรู้กล รู้สิ้น กินเกียรติ์กาม

อย่าหลงงาม  หลงชม ให้งมงาย


ประหนึ่งดัง บัณฑิต รู้ผิดชอบ

รู้โต้ตอบ สิ่งลวง ที่ล่วงหมาย

ย่อมพาตน  พ้นทุกข์ ที่รุกราย

ความชั่วร้าย ในใจ ย่อมไม่มี

ค้นความจริง จากใจ ให้ปรากฏ

ใดบังบด เบือนจิต ผิดวิถี

ให้รู้ชั่ว รู้ชอบ รอบชีวี

หาความดี ในตน ได้ยลมอง


ใครจะร้าย เลวชั่ว ช่างหัวเขา

ดูตัวเรา ให้ดี อย่ามีหมอง

ค้นหาชั่ว  ดีใด จงไตร่ตรอง

ที่ต้องมอง ยิ่งหรือ คือตัวเรา


อย่าเอาดี ของตน ไปพ่นฟุ้ง

เป็นแควคุ้ง อวดโอ่ ให้โง่เขา

อย่าเพ่งชั่ว คนอื่น แล้วยื่นเอา

เป็นโทษเท่า แผ่นฟ้า ไม่หาดี


ทำมองกว้าง มองไกล แต่ไม่คิด

มองชีวิต ของตน บนวิถี

ทำรู้กว้าง รู้ไกล รู้ได้ดี

แต่พอที ใจตน กลับจนใจ


ทำรู้มาก จริงจัง เหมือนหยั่งรู้

เป็นหนึ่งผู้ เก่งกล้า ปัญญาใส

แท้จริงหรือ คือโง่ ที่โอ่ไป

ยังปลื้มใจ ทระนงจิต จนผิดความ


นี่แหละหนอ คนเรา เอาใดแน่

หากหลงแค่  ตนเอง ใครเกรงขาม

ยังแตคน เปรีบยเปรย เยาะเย้ยความ

เพราะพูดตาม ความโง่ โอ้อวดตน

ลานเทวา จนใจ ไร้โอกาส

อยากฉลาด ขึ้นบ้าง ในบางหน

เที่ยวค้นหา  สาระ ชนะกล

ไว้สอนตน ยามทุกข์ ให้สุขใจ


รู้ใดรู้  ดูเห็น เช่นใดรู้

เป็นหนึ่งผู้ พลั้งเลว จนเหลวไหล

พอรู้ชั่ว รู้ดี อยู่ที่ใด

จะเอ่ยออก บอกใคร  หรือใยดี


ที่เป็นทุกข์ เพราะตน อยากพ้นทุกข์

จึงไร้สุข ยื่นใจ ในวิถี

เพราะความอยาก มากล้น พ้นพอดี

จึงต้องมี แต่ความทุกข์ ล้อมรุกมา


ช่างโง่เขลา เบาปัญญา นิจจาเอ๋ย

สุดจะเปรย เปรียบใด ในปัญหา

ล้วนแต่ตน สร้างเงื่อนไข แด่ใจมา

ให้หลงพา ดิ้นรน สับสนใจ


เพราะตัวเรา เอาแต่ย่าง ไปสร้างเหตุ

จึงมีเศษ แห่งกรรม นำผลใหม่

ยากจบสิ้น เพราะยินดี ทุกทีไป

สุดหาใด ดับเหตุ เจตนา


เมื่อไม่สร้าง ไม่ทำ กรรมไม่เกิด

ทางประเสริฐ ในกุศล จักยลหา

ปฏิบัติ ขัดเกลา เอาปัญญา

ในมรรคา ที่ชอบ นอบแด่ธรรม

อกุศล ดลจิต ในผิดถูก

สันดานผูก เป็นมนต์ ดลถลำ

อวิชชา ลวงจิต ให้คิดทำ

วัฏฏกรรม  จึงมี  ที่ย่างยล


รู้ในรู้ รู้ใน ในเรารู้

เป็นหนึ่งผู้ ศึกษา หาเหตุผล

ว่ากรรมนี้  มีปัจจัย อันใดดล

อาศัยกล เกี่ยวเนื่อง ทุกเรื่องไป


เพราะอาศัย เหตุเกิด กำเนิดสร้าง

เป็นข้ออ้าง เอ่ยจิต คิดไฉน

ความต้องการ ของอารมณ์ ทับถมใจ

จึงคว้าไขว่ ดิ้นรน หนอคนเรา


บ้างก็มาก ความต้องการ สันดานดิบ

เที่ยวยกหยิบ อวดโอ่ ความโง่เขลา

บ้างก็เห็น แก่ตัว บ้างมัวเมา

บ้างก็เอา แต่คิดอยาก ความมากมี


ความต้องการ ทางความคิด  ชีวิตเจ้า

ล้วนแต่เอา มาเปรอปรน ล้นวิถี

สารพัด จัดหา ประดามี

เสนอดี สนองได้ ตามใจตัว


เพราะใจคน  ล้นหลาก ความอยากได้

ยังผลให้ ความทุกข์ทน ท่วมท้นหัว

เพราะอาศัย ความอยาก มากเกินตัว

จึงเมามัว หลงหา ไขว่คว้าเอา

อันรู้ชอบ รู้ชั่ว ตัวกำหนด

หากยังบด บังจิต คิดโง่เขลา

เพียงกิเลส ตัณหา พาใจเบา

ให้หลงเฝ้า งมงาย วุ่นวายใจ


ด้วยรูปเสียง กลิ่นรส และอารมณ์

พาหลงชม หลงชื่น ระรื่นไหว

ด้วยกิเลส ตัณหา นำพาใจ

จึงหลงไกล สุดกู่ ไม่รู้ตัว


ดูสินั่น ธรรมดา แห่งไตรลักษณ์

แจ้งประจักษ์ ในคุณ เป็นบุญหัว

พิจารณา เห็นจริง สิ่งเมามัว

หันกลับตัว กลับใจ ใฝ่ธรรมดี


อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

หาใดมั่น ในมรรคา ถ้วนวิถี

ความเที่ยงแท้ อันยิ่ง สิ่งใดมี

ทุกชีวี ล้วนแต่กรรม จะนำดล


'' สัพเพ มัจจุ ปรายนา ''

สรรพสัตว์ ล้วนลับลา ไปตามผล

สุดหลีกหลบ ครบถ้วนทั่ว ทุกตัวตน

จะหนีพ้น ความตาย อย่าหมายมี


สุดวิถี ที่หมาย ล้วนตายมั่น

ต้องแปรผัน กลายจาก เป็นซากผี

ทุกชาติภพ ลบพราก  ล้วนมากมี

ด้วยชั่วดี นำดล เป็นผลพา

โอ้เวรกรรม นำพา ชะตาสู่

การต่อสู้ ดิ้นรน การค้นหา

จากแรกเริ่ม เดิมที ที่เป็นมา

บนยะถา กำเนิด เกิดเป็นคน



ดั่งลอยคว้าง ร้างเร่ ว้าเหว่นัก

กรรมดลชัก ไปตามแรง ทุกแห่งหน

ลอยละลิ่ว ปลิวคว้าง อย่างทุกข์ทน

ไปตามกล แห่งกรรม จะนำพา


จะกระทำ  อันใด ใคร่ครวญนิด

ความถูกผิด ดีชั่ว ตัวเลือกหา

รู้แยกแยะ  แนะนำ จดจำมา

สอนชีวา รู้ชอบ  ขอบเขตใจ


อย่ามักง่าย ง่ายนัก มักลืมคิด

พลั้งชีวิต ชั่วเลว จนเหลวไหล

ทำความทุกข์  ทุกข์ยาก ลำบากใคร

ยามหนักใจ  ท้อแท้ พ่ายแพ้มา


เตือนตนย้อน สอนตนย้ำ ให้จำจด

รู้สลด รู้สำนึก รู้ศึกษา

รู้ตั้งตน บนความจริง สิ่งนำพา

รู้คุณค่า รู้ความหมาย รู้กายใจ


รู้ทางชอบ ทางชั่ว ตัวกำหนด

รู้ปล่อยปลด ความเลว ความเหลวไหล

รู้ตรึกตรอง มองเห็น ความเป็นไป

รู้อะไร ไม่สู้ รู้ตัวเอง

จากเสียงพร่ำ จำจด เป็นบทข้อ

จากเสียงพ้อ ในอารมณ์ ที่ข่มเหง

เป็นเสียงฝาก จากความชั่ว จงกลัวเกรง

เตือนตนเอง ทุกภาย ละอายตน


แว่วสำนึก ตรึกย้ำ ในกำหนด

ให้ปล่อยปลด ความอวดรู้ ดูสักหน

แล้วจะเห็น ความชั่ว ในตัวตน

ที่ไม่พ้น ความโง่เขลา เบาปัญญา


โลกวันนี้ วุ่นวน สับสนนัก

ล้วนทายทัก ด้วยขันแข่ง แสวงหา

ไปตามเหตุ ปัจจัย อาศัยพา

รั้งชีวา ไปตามชอบ ขอบเขตกรรม


สารวน ค้นหา  ที่อาศัย

ตามแต่ใจ หยิบยก จนตกต่ำ

วัตถุครอบ เหนือหัว ตัวสร้างทำ

เป็นกอบกำ เก็บกอง ให้หมองใจ


หลากเรื่องราว กล่าวอ้าง บนทางทุกข์

ค้นหาสุข หาดี หาที่ไหน

ยังแต่ความ เมามัว ตัวแพ้ใจ

พาหลงไป ตามกรรม ที่นำพา



หลงอำนาจ วาสนา  ว่าสูงส่ง

การดำรงค์  จึงลำพอง เฝ้าปองหา

สารพัด จัดอ้าง เป็นทางมา

มอบคุณค่า อันใด แด่ใจตน


เพราะไร้ธรรม นำทาง วางวิถี

จึงไร้ดี ไร้ชอบ ประกอบผล

เพราะไร้ซึ่ง จริยธรรม นำกมล

จึงหลงวน วุ่นวาย คิดหมายไป


มิเคยพอ ต่อเติม กรรมเสริมสร้าง

มิปล่อยวาง ชั่วดี ที่หลงไหล

เอาแต่กอบ เก็บโกย โดยหัวใจ

ที่ว่าไม่ เคยพอ เฝ้าต่อเติม

หลงอำนาจ  วาสนา  พาใจหวัง

ความเด่นดัง ลวงใจอ้าง  ให้สร้างเสริม

จนผิดแผก   แปลกไป  ไกลจากเดิม

ลำพองเหิม  ไม่เห็นหัว  ในชั่วดี


เมามัวหลง สร้างกรรม  กระทำเหตุ

ไร้ขอบเขต แห่งธรรม นำวิถี

หาคุณงาม  อันใด  จากใจมี

รั้งชีวี กลงกล มนต์มายา


เอาแต่ดี  แต่ชอบ  มามอบอ้าง

ลวงใจสร้าง  หวังวาด  ปรารถนา

สารพัด  สารพัน สรรค์เอามา

ให้ชีวา  ยึดติด ลิขิตใจ


พอไม่เป็น  เย็นไม่ย้อน  ให้ร้อนอก

ยากสาทก  ใดดัน ให้หวั่นไหว

เพราะความหนา  ซึมซาบ จนหยาบใน

แก้อย่างไร  หรือพ้น   เฝ้าวนเวียน

หลากปัญหา สุมประดัง ตั้งไม่ติด

จะครุ่นคิด ใดหวัง รั้งปวดเศียร

หาสุขใด ในทุกข์ทน ที่วนเวียน

เฝ้าขีดเขียน กานท์กลอน ย้อนปลอบใจ


วิเวกหวัง วังเวง บทเพลงทุกข์

ดังปลอบปลุก วิญญา ที่อาศัย

แว่วแว่วหวั่น พรั่นพรึง รำพึงไป

จะหาใด ดับโหย ที่โรยแรง


ด้วยวิถี ที่ย่ำ สุดกำหนด

ให้สลด ถ้วนทั่ว หัวระแหง

ยะถากรรม นำย้อน สะท้อนแรง

บุญบาปแฝง ดีชั่ว ให้ตัวมี


รำพึงฝัน วันเก่า ใต้เงามืด

ช่างจืดชืด เย็นชา น่าบัดสี

สารพัน  เมามัว ในชั่วดี

ทิ้งใดพลี  เป็นคำตอบ มอบแด่ตน

สารพัน เรื่องราว ที่กล่าวอ้าง

ในเส้นทาง ซ้อนซับ ความสับสน

หลากชีวิต หลายชีวา พาวกวน

หลายทุกข์ทน จนยาก ลำบากกาย


     เก็บอารมณ์ บ่มจด เป็นบทโศก

ความวิโยค ตามเตือน มิเลือนหาย

สรรพสิ่ง ทิ้งคว้าง อย่างวุ่นวาย

จะแลหมาย ใดสบ พบยินดี


     สรรพธรรม บันทึก สำนึกย้อน

ภาพสะท้อน ความเป็นไป ในวิถี

สารภาพ บาปบุญ คุณชั่วดี

ล้วนแต่มี เหตุมา ตามตาแล


     เพียงน้อยนิด คิดมาก เป็นหลากเรื่อง

จนแค้นเคือง ขุ่นใจ ใครตอแหล

เพียงสั้นสั้น ก็ปั่นยาว เรื่องราวแปร

ยากรู้แท้ รู้ทัน เสกสรรค์ไป


     จากอาศรม วิเวก สรรค์เสกสร้าง

เป็นเรื่องอ้าง ทางกลอน สะท้อนไหว

ลานเทวา จารจด บทคำใจ

มอบฝากไว้ เป็นบนเรียน เขียนหนทาง


   สามสิบปี  ที่ย่างย่ำ ไร้คำตอบ

สิ่งใดชอบ ใดชั่ว ตัวหม่นหมาง

สิ่งใดรู้ สิ่งใดเห็น จากเส้นทาง

สิ่งใดวาง ปล่อยเฉย  แล้วเลยลา


    จากวัยวัน ผันวน ดลลิขิต

ให้ชีวิต ดิ้นรน มุ่งค้นหา

สามสิบปี มีอะไร มอบให้มา

เหมือนคนบ้า ยึดมั่น เพ้อฝันไป


    พอรู้ชัด รู้ซึ้ง ถึงขอบเขต

ความทุเรศ ในตัวตน ล้นนิสัย

มันเลวจน พ้นวิถี อัปรีย์ใจ

มองด้านใด ยังแต่ชั่ว หนอตัวเรา

มองแผ่นดิน สิ้นฟ้า หาคำตอบ

ยังแต่ชอบ อวดโอ่ ความโง่เขลา

สุดหาธรรม ใดสรรค์ มาบรรเทา

รั้งแต่เอา ตัณหา นำพาใจ


  วิถีทาง แห่งธรรม ไม่ย้ำคิด

จึงต้องผิด ซ้อนซ้ำ กรรมเหลวไหล

มิเคยตรอง เคยตรึก นึกอันใด

ความบรรลัย  จึงแจ้ง ทุกแห่งยล


   แลปัญหา ผิดพลาด อนาถจิต

แลความคิด ถ่อยเถื่อน อยู่เกลื่อนหน

แลอำนาจ ชาติชั่ว เมามัวดล

แลผู้คน  ทุกข์ยาก  ลำบากนาน


     ยังแต่กาล แห่งชน คนชั่วช้า

วันเวลา  ทุกข์ทน ยากพ้นผ่าน

ชีวิตนี้ สับสน แลรนราน

อยู่กับการ เหยียบย่ำ และทำลาย

วิถีใจ ใดกำหนด

แลเลี้ยวลด ความจริง ในสิ่งหมาย

ยังแต่ลวง ล้อมรุก ไปทุกภาย

เกิดจนตาย วุ่ยวายหวัง เฝ้ากังวล


   จากวัยวัน ผันผ่าน การเกิดก่อ

จากเชื้อหน่อ กำหนัด เร่งรัดผล

จากวิถี ชีวิต ลิขิตดล

พาตัวตน พานพบ มิลบเลือน


    สุดกำหนด แนวทาง ที่ย่างย่ำ

วิถีกรรม ดลไป หาใดเหมือน

พาพันผูก ถูกผิด ยากบิดเบือน

ต้องตามเตือน ตนอยู่ ให้รู้ตน


    เริ่มจากเด็ก เดียงสา ปัญญาน้อย

แล้วค่อยค่อย โตย่าง บนทางหน

ได้เล่าเรียน ศึกษา นำพาดล

พบผ่านพ้น ปัญหา ประดามี

   
    ประสบการณ์  พานพบ นั้นครบเครื่อง

ในราวเรื่อง พาตน บนวิถี

ช่างโชกโชน โดนใจ ในชั่วดี

พาชีวี ลุยผ่าน ในกาลกล


    ที่สุดยอด รอดตาย ก็หลายครั้ง

ที่สิ้นหวัง ลับมะลาย ก็หลายหน

มีหลายครา พาระเหี่ย เพราะเสียคน

แต่ยังทน ผ่านมา จนชาชิน


    มีความสุข คลุกเคล้า ปนเศร้าโศก

สุดแต่โชค ในคืนวัน จะผันผิน

มีความรัก ห่วงหา น้ำตาริน

ให้ถวิล ถึงอยู่ มิรู้คลาย

สร้างสำนึก ลวงใจ เอาไว้เอ่ย

แต่ไม่เคย ทำตาม ความที่หมาย

ยังแต่ความ เลวชั่ว มั่วอบาย

มิละอาย ในตน  ยากยลดี


   เพราะมารยา เติมแต่ง ทำแสร้งเส

ให้รวนเร ร่ำไป ในวิถี

ปรารถนา ที่หวัง ประดังมี

พาชีวี หลงวาด  คิดคาดไป


   สุดจะมั่น ในความจริง ที่ทิ้งร้าง

หลงในทาง ทุกข์ทน  สับสนใหญ่

ยิ่งค้นหา ยิ่งถลำ ตกต่ำใจ

ยิ่งแก้ไข ยิ่งจมตัว ในชั่วร้าย


  กว่าจะซึ้ง ในกรรม  ที่ทำสร้าง

กว่าจะวาง ปลงจิต  คิดเบื่อหน่าย

กว่าจะพบ  คำตอบ  มามอบคลาย

ก็เกือบตาย ลาลับ  ไปกับใจ

ผ่านไปแล้วอีกวันเช่นวันก่อน

ผ่านเพื่อย้อนสร้างอดีตขึ้นมาใหม่

ผ่านย้อนฝันผ่านย้อนคืนได้ชื่นใจ

ผ่านเพื่อใช้สำนวนใหม่ได้ย้ำเตือน

 

ร้อนเอยร้อนแผ่นดินสิ้นฉ่ำชื่น
ไร้ลมรื่นทุกข์ทนที่กล่นเกลื่อน
แสงตะวันผ่านวนพ้นปีเดือน
กาลล่วงเตือนวัยผันสร้างสรรค์ใด

    แลแผ่นดินแผ่นฟ้าหาความหมาย
กลับวุ่นวายความคิดจนผิดใหญ่
หวนแลตนแลตัวเมามัวใจ
โชคกระไรหรือชะตามรรคานี้

   มันเต็มกลืนเต็มกลั้นในวันค่ำ
ที่เพ้อพร่ำจากใจเห็นไหมนี่
รำพึงย้อนอ่อนไหวในฤดี
หนอชีวีหวังวาดอนาถยล

   ยังแต่ความเพ้อฝันที่สรรค์สร้าง
ความจริงวางเลือนไปในทุกหน
เอาตัณหาเป็นเงือนไขในตัวตน
ให้หลงวนวาดหวังประทังใจ

คบคนใด ใช่รู้ เพียงดูหน้า
จะซื้อผ้า ดูเนื้อ หรือเชื่อได้
คำโบราณท่านสอนก่อเชื่อใคร
ต้องดูให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้

หากพินิจชิดใกล้เห็นไม่ยาก
อาจหน้ากากปกปิดให้มิดแผล
ที่หล่อเหลาเย้ายวนให้ชวนแล
อาจเปลี่ยนแปรที่อาจเกินคาดคิด

เพียงเฉียดฉิวผิวเผินเกินจะรู้
คบคนดูให้ซึ้งถึงน้ำจิต
แต่เพียงดูรู้หน้าถ้าพินิจ
อาจปกปิดซ่อนนัยใครจะรู้

คบคนแค่แต่เสี่ยงเพียงดูหน้า
ตัดสินชี้ตีค่าที่ตาหู
วัดคนยากมากที่มีเหลี่ยมคู
คบควรดูให้ซึ้งถึงภายใน

หน้าซื่อซื่อคือคดปดปกปิด
ควรคิดนิดดูว่าน่าคบไหม
รู้แต่หน้าตาดูยากรู้ใจ
ก็เหมือนไม่รู้จักเลยสักนิด

กรรมใดย้อนสะท้อนอกยามตกต่ำ
การกระทำสรรค์สร้างในทางทิศ
ดีชั่วผันพันผูกในถูผิด
ให้ชีวิตหาคำตอบมามอบพลี

     ลูกทำดีมีวิชาหาความรู้
ก็เชิดชูเกียรติพ่อก่อศักดิ์ศรี
เดินอยู่บนหนทางสร้างความดี
ชีวิตมีคุณธรรมกอปรสัมมา

   รู้บาปบุญคุณธรรมนำชีวิต
เท่ากับคิดดำรงเทิดพงศา
รู้ใดชั่วใดดีแห่งชีวา
คือคุณค่ายิ่งใหญ่มอบให้ตน

   กตัญญูรู้กิจตามทิศหก
จะป้องปกพาลภัยให้ทุกหน
ย่อมเกิดก่อต่อสิ่งมิ่งมงคล
ประจักษ์ผลมากมีที่ดีงาม

    ลูกถลำกรรมร้ายอบายมุข
หมกมุ่นขลุกใจจ่อล้วนข้อห้าม
เสพเสเพลเร่หาคว้าสิ่งทราม
ลูกพกความชั่วช้ามาครอบครัว

   เหมือฟาดฟันบั่นคอพ่อและแม่
เมื่อทำแต่กรรมสุมตกหลุมชั่ว
ทุกคนพลอยย่อยยับกับมือตัว
พินาศทั่วทั้งพงศ์วงศ์ตระกูล

หลงกระแสแปรผันในวันค่ำ
ปรารถนาที่ร่ายร่ำหรือสิ้นสูญ
รากตัณหาแต่เดิมก็เพิ่มพูน
ทวีคูณล้นหลากความอยากมี

  ชีวิตจึงแพ้พ่าย
ให้แก่นายตัณหาเสื่อมราศี
ความโง่เขลาจึงเมามัวในชั่วดี
ลวงชีวีคิดวาดคาดกันไป

  จะดีมั่นอันใดในยะถา
ปรารถนาที่ดำรงค์ยังสงสัย
ที่เรียนรู้อยู่เห็นความเป็นไป
มีคำปลอบลวงใจทุกเวลา

  มาเถอะมายึดติด
ในชีวิตที่วาดปรารถนา
ในความโง่ที่หลงพะวงพา
กับปัญญาที่ดิ่งจมในงมงาย

ย้อนใจจำย้ำเตือนเหมือนมิ่งมิตร
ดื่นทางทิศที่ควรเร้ารวนหมาย
ฝันที่ใฝ่ในสดับล้วนกลับกลาย
บทสุดท้ายที่ย้ำ........มิจำใน

   จึงรำพันเพียงผ่านตามกาลเกิด
จะทูลเทิดใดดลยลเหลวไหล
เลี่ยงไปหลงรูปเงาคนเอาใจ
จนเปลี่ยนไปตามกระแส......ไร้แน่นอน

  ฝากถ้อยพร่ำรำพันก่อนผันผ่าน
ถึงวันวานจะลับลาอุทาหรณ์
แต่ความจริงที่จารจดในบทตอน
มิเคยอ่อนในความ......ตามเป็นจริง

    หากหวนแลแก่ไขในทีท่า
จักสมค่าแห่งใจไปทุกสิ่ง
แต่คนเรามักเลื่อนลอยคอยประวิง
จึงต้องวิ่งตามเหตุไป....กระไรทัน

   วิ่งตามสุขตามทุกข์ที่รุกล่อ
ความเพียงพอเป็นไปแค่ในฝัน
โลกสร้างเงาให้เราเฝ้าปองปัน
ครุ่นคิดสรรค์เติมต่อ.....ตามพอใจ
..................ลานเทวา.....................

 

 


 






















Google