เขียน ณ ลานเทวา
เดินวกไปวนมา ค้นหาความจริง กลับพบเพียงซากชีวิต ที่ทิ้งให้ทรุดโทรมอยู่กับความท้อแท้ วันหนึ่งๆ ในกาลเวลาของชีวิตที่แพ้พ่ายสิ้นหวังนั้น ยาวนานนัก
เพ้อเจ้ออีกแล้วครับ ผมมักจะเพ้อเจ้ออะไรที่ไม่ค่อยมีสาระดอกครับ กลอนผมก็ยังเขียนไม่เป็น มีคนบอกให้ผมลองเขียนนิยาย หรือแต่งเรื่องสั้นบ้าง ผมบอกเค้ากลับไปว่าชีวิตผมเอานิยายอะไรไม่ได้ดอก จะให้เขียนอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะชีวิตผมมักจะหาสาระอะไรไม่ค่อยได้ ยังแต่ ว่าไปเรื่อย นี่แหละครับที่เขียนแล้วพอเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้บ้าง ( ไม่รู้มีตรงไหน ) ว่าไปเรื่อยนะครับ อย่าคิดอะไรมาก
ชีวิตคนเรา ไม่หาอะไรที่มันเบาๆบ้างก็แย่นะครับ วันนี้ผมมีเรื่องราวในอดีตมาบอกเล่าอีกแล้วครับ มันป็นเรื่องความรัก ครับ 
ความรัก ใช่เลยความรัก มันมักจะช่วยฟื้นอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ทรุดโทรมในชีวิตเราได้
ผมนึกย้อนกลับไปดูชีวิตที่ผ่าน เพื่อที่จะหาว่าผมเคยมีมันมั้ยไอ้ความรักนี่ แล้วผมก็ต้องสดุ้งในหัวใจ เพราะความสำนึกที่อยู่ลึกๆๆฯนั้น ( ลึกมากจนยากอธิบาย ) มันบอกผมว่า
ไอ้บ้าแกเคยมีกับเขารึความรักหนะเพ้อเจ้อใหญ่แล้วไอ้นี่ แต่ผมไม่เชื่อมันดอกบางที่ไอ้สำนึกของผมนั้นมันอาจจะหลอกผมหรือไม่มันก็อาจจะหลงลืม ผมเชื่อว่าผมน่าจะเคยมีนะความรัก โอ้ ความรัก ใช่เลย ผมตบกระโหลกตัวเองแล้วก็บอกกับต้นมะพร้าวน้ำหอมที่ข้างขนำว่า ข้าก็เคยมีโว้ยยยย ความรัก เอาหละนะ จะเล่าให้ฟัง
ตอนอยู่ชั้น อนุบาล 1
ผมจำได้ว่า ผมชอบผู้สาวอยู่กับเขาคนหนึ่ง เธอน่ารักมาก ถักผมเปียยาวสองเส้น แก้มป่องๆ ตาโต ฟันหลอ เธอเป็นลูกสาวของคุณครู ซึ่งเป็นพื่อนกับป้าผม ป้าผมเป็นครูครับ ผมชอบเธอมากเลยครับ บ่อยครั้งที่ผมจะต้องไปขอขนมเธอกิน แล้วก็หยิกแก้มเธอ ตอนนั้นดูเหมือนทางญาติผู้ใหญ่ของเราก็ดูท่าทางจะเห็นดีเห็นงามด้วย แต่อย่างว่าละครับ ตอนนั้นมันเป็นรักครั้งแรกในชีวิต จึงอย่าไปหวังอะไรมาก เขาคงไม่จับเราแต่งงานกันแน่ เออลืมแนะนำไปเธอชื่อ กล้วยครับ น้องกล้วย เพราะความเป็นเด็กยังไม่ประสีประสาอะไร วันหนึ่ง
ด้วยความคิดแบบเด็กๆ บวกกับความสงสัย และอยากรู้ว่าผมชอบเธอตรงไหน และความรักมันเป็นอย่างไร มันอยู่ที่ไหน ผมว่ามันต้องอยู่ในตัวเธอแน่เลย
ช่วงพักกลางวัน หรือพักเที่ยงนั่นแหละ ผมจึงได้ทำความกระจ่างในเรื่องของความรัก
ให้หายสงสัยชนิดที่ว่าแจ่มแจ้งเลยครับ หลังจากที่กินไอติมแล้ว ผมเห็นเธอนั่งเล่นอยู่กับเพื่อนๆ ไม่ต้องรอช้าผมตัดสินใจอย่างรวดเร็วเดินเข้าไปบอกให้เธอลุกขึ้น แล้วผมก็ลงมือปฏิบัติการพิสูจน์ความรักตามเรื่องตามราวของผม ทันที !!!!........................และทันใดนั้น.......................................?????????
โอ้หนอ ! ชีวิต ไม่รู้รอดมาเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้อย่างไร !!ความรักอยู่ที่ไหนหนอ ?
ผมคิดว่าผมเจอมันแล้วตอนนั้น เพราะผมคิดว่าผมได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว พี่น้องเอ๋ย
ผมคิดผิดครับ ผมคิดผิดอย่างมากมายเลยทีเดียว
ในกระโปรงของเธอไม่มีความรักครับ ผมเปิดดูแล้วไม่มีจริงๆ ไม่เชื่อถามไอ้หม่องเพื่อนผมดูได้ นอกจากกางเกงในสีแดงแล้วไม่มีความรักอะไร ให้ผมเห็นเลย โธ่เอ๋ย ความรักไม่ได้อยู่ในกระโปรงหว่ะ แล้วมันอยู่ตรงไหนน๊อ ?
สามสิบปีผ่านไป น้องกล้วยพบรักและแต่งงานไปแล้ว ตอนนี้เธอเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่กับสามีและลูกๆของเธอ
ส่วนผมลานเทวา ก็ว่าไปเรื่อย หละครับ แต่ผมยังคิดว่าผมต้องเคยมีนะไอ้ความรักนี่
เอาไว้วันไหนนึกได้แล้วจะเอามาเล่าให้ฟังใหม่นะ ส่วนเรื่องรักครั้งแรกของผมนั้น ขอร้องท่านที่รู้แล้วอย่าได้จดจำมันเอาไว้เลยช่วยๆลืมมันไปซะ ผมเองยังอยากจะลืมมันทิ้งไปเหมือนกันเพราะมันทำให้ผมผิดหวังอย่างแรง
ว่าไปเรื่อย
ลานเทวา
----------------------------------------------------------------------------------
ธรรมชาติของคนโง่นั้น ไวต่อการแสวงหาความสุข แต่มักจะชาด้านและวางเฉยต่อความทุกข์ยากลำบากของผู้อื่น
เพราะฉนั้นเขาจึงไม่เคยหยิบยื่นประโยชน์และสาระอันควรอะไร ให้กับใครเลย สุดท้ายเขาจึงเป็นได้แค่คนเห็นแก่ตัวที่โง่ที่สุด
ไม่มีดอกไม้ที่งดงาม อันจะเบ่งบานชูช่อในใจของผู้หยาบกระด้าง ฉนั้นแล้วจะไปหาอะไรเล่ากับความรู้สึกอันละเอียดอ่อนจากคนจำพวกนั้น 
ผมเคยคุยกับดอกไม้ เคยยิ้มหยอกกับผีเสื้อ ยามนั้น ธรรมชาติและโลกเป็นของผม ความรื่นรมณ์แห่งใจไม่มีคำบรรยาย
ความเศร้าความช้ำ มิอาจเกาะกินใจผมได้เกินสองวัน และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ วันนี้ผมสบายดี ไม่มีอะไรที่ค้างคาใจให้ต้องซึมเศร้า และไม่ต้องอาศัยเหล้า หรือ ธรรมะอะไรเป็นตัวช่วยในการหาทางออก นอกจากความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ที่ผมมีมากพอสำหรับการทำชีวิตให้อยู่อย่างป็นสุข
เศร้าได้ครับคนเรา แต่อย่าให้เศร้าเกินสามวัน เพราะมันจะเสียเวลาทำอย่างอื่นที่มันควรจะทำ เสียใจได้แต่ก็อย่าให้เกินนั้น เพราะชีวิตเราที่เกิดมาไม่ใช่เกิดมาเพื่อ สิ่งสองสิ่งนี้ เราเกิดมาเพื่ออะไร นั้น อันนี้เอาไว้เจอกับพระเจ้าก่อนนะแล้วจะถามให้ 
แต่ผมพอรู้ว่าผมเกิดมาเพื่ออะไร ??? แน่นอนครับ !!! ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นรัฐมนตรี หรือนายก อะไร นั่นดอก และไม่อยากจะเป็นด้วย เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นเกียรติ์อะไรนักหนากับวงศ์ตระกูล
เอาแค่พอรู้ว่าโคตรเหง้าตระกูลของเราเป็นแค่ผู้ดีเก่า ที่ไม่เคยสร้างปัญหาให้กับชาติบ้านเมืองเป็นอันใช้ได้แล้วครับ ไปไหนก็สบายไม่ต้องมีคนต้อนรับ หรือคนโห่ไล่
เอาเถอะใครว่าสวรรค์มีตา ผมไม่เถียงดอก แค่อยากบอกหรือแนะนำว่า ควรหาแว่นไปให้สวรรค์ท่านใส่บ้าง บางทีอาจจะทำให้มองเห็นอะไรที่มันชัดๆหน่อย ก็เท่านั้น ???
ผมรักประเทศไทยนะ ผมรักแผ่นดินไทยนี้ แต่ผมไม่เคยรู้สักทีว่า แผ่นดินนี้จะรักผมบ้างหรือเปล่า หรือผมเป็นฝ่ายรักข้างเดียว แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะอีกไม่นานเราก็จะกลับไปเป็นของแผ่นดินกันแล้ว อย่าคิดอะไรมาก ??
ตอนสมัยเด็ก ๆ ผมอยู่กับปู่และย่าเพราะพ่อกับแม่ผมท่านไม่ได้อยู่ด้วยกัน ทั้งสองคนแยกกันตั้งแต่ผมยังไม่รู้จักตัวเองเลยว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย คือตั้งแต่ยังไม่รู้ความเลยหนะครับ
ผมเป็นหลานรักของปู่และย่ามากเลย เพราะตอนนั้นผมเป็นหลานผู้ชายคนเดียวที่ไกล้ชิดท่านทั้งสองมาก ใครอย่ามายุ่งกับผมไม่ได้เชียว ปู่จะตามใจผมเป็นที่สุด ใครมาแตะต้องผมเป็นเรื่องแน่ ปู่ผมไม่ยอมเด็ดขาด
ผมเลยได้ซึมซับนิสัยอะไรมาบ้างก็ไม่รู้ ที่ดูไม่ค่อยดีเลย กว่าจะรู้ตัวก็อีตอนที่ปู่ไปสวรรค์แล้ว ผมจึงได้รู้ว่าในกระป๋องมันเป็นยังไง
หมาหลายราง เป็นคำที่สะดวกใช้กันมากในครอบครัวของผม และผมมักจะรับบทหมาตัวนั้นเสมอ ก็อย่างว่า เพราะผมหากินไปได้เรื่อย ขอป้า ขอย่า ขอแม่ ขอใครไปเรื่อยในวงญาติ แต่ผมยืนยันได้ว่าพวกเขาไม่เคยระอาดอกครับ เพราะผมน่าสงสารไง ???
ผมไม่เคยคิดว่าชีวิตผมมีปมด้อย เลย ออกจะภูมิใจเสียอีก ที่เรามีพ่อกับแม่มากกว่าคนอื่นเขา กลับเข้าทางผมอีกต่างหาก เพราะผมจะได้มีญาติเอาไว้ใช้เยอะๆไง ครับ
ใฝ่ต่ำ อีกคำที่คนในครอบครัวผมมักจะเอ่ยออกมาบ่อย และผมก็อีกนั่นแหละ ที่รับบทนั้นไป ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไมเวลาเราทำอะไรที่ไม่เหมือนญาติพี่น้องคนอื่นเค้า เราจะต้องกลายเป็นคนใฝ่ต่ำทุกที่ จนบางที่ผมก็เบื่อกับความสูงที่พวกเขาอยู่กันเหลือเกิน ????
ผมเคยบอกกับป้าผมในวันหนึ่ง หลังจากที่แกบอกว่าทำมัยไม่เอาอย่างคนนั้นคนนี้บ้างซึ่งเขาได้ดีกันหมดแล้ว
ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากให้เห็นความแตกต่างบ้างก็เท่านั้น เรื่องอะไรต้องเหมือนคนนั้นคนนี้ คนนะครับ ไม่ใช่สบู่ ที่โรงงานมันจะได้ทำมาเหมือนกันหมด
ผมพูดแค่นั่นแหละครับ แล้วผมก็ออกจากบ้านเลย และตั้งแต่นั้น ชีวิตผมก็ได้รับรู้ว่าโลกกว้างทางแคบมันเป็นอย่างไร เกือบยี่สิบปีที่ผมใช้ชีวิตของผมไปโดยไม่ยุ่งกับญาติพี่น้อง หลายคนเป็นห่วงผม เค้ามักจะตามดูผมเสมอ แต่ผมก็ไปของผมเรื่อย จนวันนี้ผมถึงได้กลับมาตายรัง ที่เดิม ที่ลานเทวา 
ตอนนี้ย่าผมเป็นผู้สูงอายูที่แก่ที่สุดในหมู่บ้านแล้วครับ ทุกวันนี้ผมไปหาย่าที่ไร ก็อดคิดถึงเรื่องราวชีวิตในอดีตไม่ได้ แต่ผมกับย่าคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องดอกครับตอนนี้ เพราะย่าผมจะถามผมทุกสามนาที ว่า มึงเป็นใคร ? ลูกใคร ? อยู่ที่ไหน ? และผมจะต้องตอบย่าทุกครั้งไปเพื่อให้ย่ารู้ว่าผมเป็นใคร แม้ เพียงวูบในความทรงจำของย่า ที่พอระลึกได้ ผมเห็นย่ายิ้ม เหมือนนึกอะไรออกมา เท่านั้นผมก็ดีใจแล้วครับ ??
แม้ผมจะไม่รู้ว่า ในวูบหนึ่งของความทรงจำย่านั้น จะรำลึกถึงความดี หรือ ความเลวของผม แต่ผมก็รักย่าผมที่สุด เพราะ ชีวิตผม โตมากับมือของย่า จริงๆ
ชีวิตผม มีผู้หญิงที่ผมรักที่สุด แค่สามคน
๑ แม่ผม
๒ ย่าผม
๓ ป้าผม
ที่เหลือนอกนั้น ก็เป็นสาวสาว หมดทั้งโลก หละครับ
ว่าไปเรื่อย
ลานเทวา
-------------------------------------------------------------------------
ณ ที่นี้
พระเจ้าทรงรักเธอ
พระเจ้าไม่ใช่ใครที่ไหน
พระเจ้าคือความบริสุทธิ์
เมื่อใจเธอบริสุทธิ์
ใจของเธอคือพระเจ้า
ใจของเธอรักเธอ
ใจของเธอก็ควรรักผู้อื่น
นั่นแหละความรักที่แท้จริงจากพระเจ้าของเธอ
พระเจ้าที่เกิดจากใจของเธอเอง
---------------------------------
บอกกับฟ้ากับดินไปเถอะ ชีวิตมันยุ่งยากไปเรื่อยแหละ หายไปนาน ลานเทวา ยังไม่ตายครับพี่น้อง ที่หายไปก็เพราะไปมัวสร้างบ้านใหม่อยู่ แล้วจะเล่าให้ฟัง ว่าไปเรื่อยวันนี้จะมาแฉตัวเองสักหน่อย ว่าทำมัยมันถึงเป็นได้แต่กวีถ่อยกวีเถื่อน
ครั้งหนึ่ง ลานเทวา เอาผลงาน ไปเสนอที่สำนักพิมพ์ ไม่บอกดอกนะว่าที่ไหน ตอนนั้นคิดอยากจะเป็นนักเขียน อย่างแรง จึงหน้าด้านเข้าไปหาเขา เพราะความที่ยังใหม่และไม่เคย เราจึง เป็นแค่พวกไม่มีชื่อ บอกตรง ๆ ณ ที่นี้เลยว่าทำมัย ผมจึงไม่ได้เป็นนักเขียนอาชีพ เพราะผมมีวุฒิการศึกษา แค่ ป 6 ครับ ผมจบแค่ ป 6
เขาบอกว่า ลองไปที่อื่นดูนะ เผื่อมีบางแห่งเขาสนใจงานเขียนแบบนี้ ครับ แบบนี้ แบบไหน ?? คำถามมันเกิดขึ้นทันทีในสมอง ผมมองต้นฉบับที่เขากึ่งโยนกึ่งส่งคืนมาให้ผม ผมลุกขึ้นยืนแล้วหยิบมันขึ้นมาพร้อมกล่าวขอบคุณเขา จากนั้นก็เดินออกประตู
เซ็งครับ ผมไปอีกหลายแห่ง ส่วนมากจะเป็นเช่นเดียวกันหมด เขามองผมเป็นตัวอะไรสักอย่างรึเปล่าน๊อ
?
กลับลานเทวา เขียนกลอนจีบสาวไปวันๆ หนะดีแล้ว ไอ้โต้ง ใครเขาจะสนใจเอ็ง
คนที่เขาเขียนไม่ได้เรื่องแต่จบสูง เขายังเป็นนักเขียนได้ แล้วเอ็งเป็นใคร จบ ป6 ดันอยากจะเป็นนักเขียน ไอ้บ้า
เสียงในหัวใจมันด่าผม
คงจะจริงอย่างว่าใครเขาจะเอางานคนที่มีความรู้แค่ ป 6 ไปแปดเปื้อนสำนักพิมพ์เขา เรามันไม่รู้เรื่องเอง สมควรแล้ว
หลังจากนั้น ผมก็ไม่เคยคิดที่จะเข้าไปสำนักพิมพ์ไหนอีกเลย จนวันหนึ่ง น้องสาวผมซื้อเครื่องคอมพ์ ฯ มา เรื่องนี้ เกิดเมื่อ สองปีที่แล้วนี่เอง ผมเข้าไปหาน้องสาว บอกอยากหัดเล่นคอมพ์ ฯ ให้ช่วยสอนหน่อย
และครั้งแรกในชีวิต ของคนที่ จบแค่ชั้น ป 6 ก็ได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า เทคโนโลยี
วันที่ 9 เดือน ตุลา ปี48 เป็นครั้งแรกที่น้องสาวสอนให้ผมเปิด อินเตอร์เน็ต เป็น
และหลังจากนั้นจนวันนี้เกือบสองปี พอดี จากคนที่เป็นแค่เปิดเครื่องแล้วนั่งจิ้มตัวหนังสือที่ละตัว เป็นกลอนกวี แต่ละบท เป็นบทความแต่ละเรื่อง ให้คนเขาได้อ่าน ได้รู้จักในชื่อ ลานเทวา
ประเดิมงานแรก เขียนด่ารัฐบาลทักษิณก่อนเลย เขียนในงานเขียนยุคแรกๆนั้นใช้คำแรงมากด่าสะใจ
แต่เขียนได้ไม่นานเวบก็ปิด เพราะความสุกงอมของการเมืองในยุคผู้นำบ้าอำนาจ
เวบที่เคยเริ่มต้นงานเขียนครั้งแรกในชีวิต โดนปิดไปขณะที่ได้ฌ๘ผลงานไม่ถึงสองเดือน
จากนั้นก็เร่ร่อนตะลอนไปเรื่อย ตรงไหนเหมาะก็เข้าไป
ตรงไหนคับแคบก็เลยผ่าน
ทุกวันนี้เขียนกลอนไปเรื่อยๆตามแต่ใจอยาก
ไม่คิดไม่ฝันแล้วที่จะเป็นนักเขียนมีผลงานรวมเล่มเป็นของตัวเอง
เขียนให้คนอ่านฟรีๆตามเวบมีความสุขกว่ากันเยอะเลย
เขียนดีไม่ดี คนอ่านก็ไม่ต้องจ่ายตัง
สบายใจทั้งคนอ่านคนเขียน
ดีกว่าไปจ่ายสตังค์แพงๆกับค่าหนังสือที่พวกดาราเขียนเป็นกอง
สุดท้ายนี้
ใครไม่อยากอ่านก็ต้องอ่าน เพราะเข้ามาอ่านจนถึงตรงนี้แล้ว
ส่วนใครที่อยากอ่านก็ผ่านไปเลยครับท่านเพราะมันจะจบแล้ว
สวัสดีครับ

ลานเทวา
----------------------------------------------------------------------------------------------
ว่าไปเรื่อยๆเขียน ณ ลานเทวา ที่เดิมครับจากพื้นฐานของการเรียนรู้และประสบการณ์ชีวิตของคนเรานั้น ย่อมแยกแยะดีชั่วได้ ด้วยสติ และ ปัญญา ตามภูมิแห่ง คุณวุฒิ และ วัยวุฒิ จากกาลเวลาที่บ่มเพาะบทเรียนเรื่องราวต่างๆ ที่พานพบและผ่านพ้นนั้น โดยตรึกตรองแล้ว เราย่อมเห็นความดีและความชั่ว ซึ่งสองสิ่งนี้มักจะคอยขัดแย้งกับความพอใจและไม่พอใจ ในความรู้สึกของเรา
จากผลการวิจัย ของสถาบัน ไฮเนเก้น ในช่วงเย็นวันหนึ่ง ผมซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มนักวิจัยชุดนั้น ได้มองอย่างทะลุปรุโปร่งในเรื่องราวของชีวิต หลังจากได้พับเก็บโครงการไฮเนเก้นลงไป เพราะปัจจัยไม่เพียงพอ เราจึงหาต่อโครงการใหม่โดยใช้ชื่อโครงการว่า ลีโอ
เพราะมันถูกดี และสุดท้าย เรื่องของเรื่องมันไม่มีอะไรดอกครับ หาตลกรับประทานไปเรื่อยๆตามอุปนิสัย
ผมเคยคิดและตั้งใจว่าจะเขียนสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ ต่อสังคม เชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือออกแนว วรรณกรรมเพื่อเยาวชน และหวังไปลึกๆกว่านั้นอีกว่าเรื่องที่ผมเขียนได้เข้ารอบ และ ได้รับรางวัล ซีไรท์ ซึ่งตอนนั้นไม่ต้องถามเลยครับว่าผมไปเกิดใหม่แล้วกี่ครั้ง
ขนำ ลานเทวา หลังคามุงกระเบื้อง มีมุมสวนหย่อมเล็กๆ กับโต๊ะม้าหิน ที่ใช้ท่อนไม้สามสี่ทอนมาตั้งเป็นที่นั่ง ผมจะใช้มุมนี้เป็นมุมส่วนตัว นั่งแต่งกลอนและดื่มน้ำเมา
มะพร้าวน้ำหอมต้นเตี้ยๆ ไม่สามารถออกผลผลิตมาให้พอแด่ความต้องการของผมได้ ทั้งๆที่มันมีอยู่ถึงสามต้น สาเหตุเพราะผมมักจะเมาค้างแทบทุกวัน ยามเช้าที่มึนๆและไม่คอยสดชื่นผมมักจะต้องอาศัยน้ำมะพร้าวล้างหน้า ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก
บางครั้งในยามที่ผมเหงาโดยไม่มีความเมาเข้ามาเกี่ยวข้อง guitar คือสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายความรู้สึก แต่บางครั้งก็ดูเหมือนมันจะยิ่งตอกย้ำความเหงาเพิ่มเข้าไปอีก มีใครบางคนบอกว่าผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น ผมว่าเขาพูดผิดแน่นอนเลย ผมยืนยันได้ครับว่าผู้ชายก็ร้องไห้เป็น และ ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรบ่อยกว่าผู้หญิงบางคนเสียอีก อย่างผมไง ผมเคยร้อไให้แบบไม่จำกัดกาล และไม่เลือกสถานที่มาแล้ว ผมจำได้เสมอครับ ในชีวิตผมขอสารภาพไว้ตรงนี้เลยครับว่า ผมมักจะร้องไห้ในโรงหนังบ่อยที่สุด ตั้งแต่จำความได้
หนังเรื่องแรกที่ทำให้ผมร้องไห้ตั้งแต่โรงหนังจนถึงบ้านก็คือเรื่อง คิงคอง ยุคนั้นเรียกว่า คิงคอง77 ยุคที่มันปีนตึกแอมไพนั่นแหละครับ ผมหละสงสารมันสุดๆเลย ย่าเป็นคนพาผมไปดู ที่ผมจำได้ติดตา คือภาพนางเอกครับ นางเอกคนนั้นรู้สึกว่าท่อนบนเธอจะไม่มีอะไรปกปิดนะครับ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมต้องร้องไห้ดอกนะครับ อย่าเข้าใจผิดผมสงสารเจ้าคิงคองมากกว่า ???????
อีกเรื่อง ถัดมาก็คือ เลือดสุพรรณครับ ผมต้องร้องไห้สงสารคนสุพรรณ ทุกครั้งที่นึกถึงภาพและหนังเรื่องนี้ และยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องครับ ที่ทำให้ผมต้องน้ำตาไหล
เอาตอนที่โตขึ้นมาหน่อยอีกเรื่องครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจผมมากที่สุดในชีวิต และเป็นเรื่องที่จะประทับใจผมไปจนตายเลยนั่นก็คือเรื่อง E.T.ครับ E.T.เพื่อนรัก หนังเรื่องนี้ทำให้ผมร้องแบบไม่อายคนเลยครับทั้งๆที่ตอนนั้นผมโตแล้วนะครับ ผมจำตอนที่ E.T. บอกว่าจะกลับบ้าน หรือตอนที่จะกลับนั้น น้ำมูกน้ำตา รวมทั้งเสียงสะอื้นร้องไห้ของผม ทำให้คนที่นั่งข้างๆต้องลุกหนีเลยครับ ผมร่ำคร่ำครวญให้ประมาณว่า สูญเสียบิดามารดาเลยก็ว่าได้ แจ็ค กับ โรส ในไททานิคนั้นชิดซ้ายไปเลย ทุกวันนี้ผมยังเก็บภาพ โปสเตอร์หนังเอาไว้เลย และที่ขาดไม่ได้ก็คือภาพของนางเอกเด็กคนนั้น ดรู แบร์รี่มอร์ แต่ผมเก็บภาพตอนโตของเธอที่ถ่ายลงในนิตยสาร play boy ไว้มากเป็นพิเศษครับ สุดยอด????

มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมน้ำตาไหลในยามที่หวนคิดถึง มันไม่ใช่หนังเศร้าหรือหนังชีวิต และผมไม่ได้ร้องไห้ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ หากแต่ว่าตอนที่ผมดูหนังเรื่องนี้นั้น ผมอยู่ในช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุดเลยก็ว่าได้ คือผมไปดูกับแฟนผมครับ ตอนนั้นเราพึ่งอยู่ด้วยกันใหม่ๆ กำลังหวานเลย เราดูหนังเรื่อง ดายฮาร์ท กันครับ บรูซ วิลลิซ ซี้ผมแสดงได้สุดยอดมากครับ หนังเรื่องนี้ไม่มีตอนไหนที่เศร้าดอกครับ
ที่ผมต้องร้องไห้ก็เพราะเวลานึกถึงหนังเรื่องนี้ทีไร ผมอดที่จะคิดถึงแฟนผมคนนั้นไม่ได้ หนังเรื่องนี้นับเป็นเรื่องแรก และ เรื่องสุดท้ายที่เราสองคนได้มีโอกาสดูด้วยกันในขณะที่ใช้ชีวิตคู่ เพราะหลัง จากนั้น เราสองคนก็เลิกกันครับ ซึ่งวันที่เราเลิกกันนั้นเธอบอกกับผมว่า ทำตัวดีขึ้นเมื่อไหร่แล้วจะกลับมา นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้ให้ผม เพราะอีกไม่นานต่อมาเธอก็เสียชีวิต
ผมนึกถึงหนังเรื่องนี้ที่ไร ผมจะคิดถึงเธอ คิดถึงเธอแล้วน้ำตาผมก็จะไหล พร้อมกับ คำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า หากวันหนึ่งผมทำตัวดีขึ้นแล้ว เธอจะกลับมาหาผมอีกหรือเปล่า ?
ทุกวันนี้ผมก็ยังคิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งเธอต้องกลับมาหาผม หรือคุณผู้อ่านคิดอย่างไร กรุณาตอบผมด้วยนะครับ รึว่าจะให้ผมตามไปอยู่กับเธอมันจะง่ายกว่า ?
บางที่ผมก็คิดอย่างนั้นนะ !
ว่าไปเรื่อยครับ
ลานเทวา
-------------------------------------------------------------------------------------------
เรื่องจริงนะครับ ผมเคยขึ้นเวทีเล่นกีร์ต้ากับแอ๊ด มาแล้ว
สุดยอดครับ เราเล่นกันที่ภูเก็ต ในร้านเหล้าของเพื่อนกันนี่แหละ
เจ้าแอ๊ด ผมคนนี้ไม่ชอบดูดกัญชา แต่จะชอบมวนใบจากกับยาเส้นเป็นที่สุด
แอ๊ด หน้าเมรุ คือฉายาเขา ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับ แอ๊ด คาราบาว
ซึ่งฉายาหน้าเมรุนั้น ก็ได้มาจากหน้าที่การงานที่เค้าทำครับ
เจ้าแอ๊ด ของเราคนนี้ ทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดแห่งหนึ่ง
ในเขตอำเภอ ถลาง ของจังหวัดภูเก็ต
ส่วนเล่นดนตรีเป็นการหารายได้พิเศษตอนกลางคืนครับ
ฝีมือเข้าขั้นทั้งการเผาผี และ เล่นกีร์ต้าครับเจ้าแอ๊ดของเราคนนี้
ซึ่งเจ้าแอ๊ดของเราคนนี้ก็เป็นอีกคนหนึ่ง
ที่ผมยอมรับในฝีมือและยินดีขึ้นเล่นด้วย
ถ้าตัดเจ้า แหลม มอริสัน ออกไป
ผมกับเจ้าแอ๊ด จะสนิทสนมกันมาก
ยมเคยยกกีร์ต้าหลังเต่าให้เค้าไปฟรีๆ ตัวนึง
เพราะชอบใจในความตั้งใจของเขา
ส่วนงานที่ผมประทับใจที่สุดระหว่างการเล่นดนตรีของผมกับเจ้าแอ๊ด
คืองาน ซึนามิ ครับแต่งานนี้เราไม่ได้เล่นในร้านเหล้านะครับ
จำได้ว่าช่วงนั้นที่วัดมีศพจากซึนามิ
มาให้เผาวันนึงไม่ต่ำกว่าสิบ
เพราะเขาเอาศพมาจากพังงา ส่งกระจายไปตามวัดต่างๆ
ที่มีเตาเผาน้ำมันกับเตาไฟฟ้า วัดที่เจ้าแอ๊ด ประจำการอยู่นั้น
เป็นเตาที่ใช้น้ำมันในการเผาครับ
ที่นี่เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า
ศพที่เค้าเอามาส่งนั้นเค้าห่อพลาสติกมาเฉยๆ ไม่ได้ใส่โลงมาหรอก
ส่วนมากจะเป็นศพที่เค้าเก็บแช่น้ำยาไว้รอญาติและรอตรวจพิสูจน์
สองสามเดือนเค้าจึงจะโล๊ะมาให้เผาทีนึง
เพราะฉนั้นแต่ละศพ ไม่ต้องคิดถึงเลยว่าจะอยู่ในสภาพดี ๆ
มาแบบเละๆทั้งนั้น แล้วเอามากองไว้ทีสิบกว่าศพรอเผา
การเผาแต่ละศพ ต้องใช้เวลาสามชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ
ผมคือคนที่เจ้าแอ๊ดมาตามไปเป็นลูกมือ กับเจ้าโหน่งเพี้ยนอีกคน
เราช่วยกันทั้งวันทั้งคืน
เดือนนั้นทั้งเดือนเราอยู่แต่ที่เมรุเผาศพ
จะกลับบ้านก็เพียงไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
เผาทั้งวันทั้งคืน ศพสุดท้ายเลิกเอาตอนตีสามตีสี่ทุกวัน
กินนอนกันที่เมรุนั่นแหละ
และเหตุการอันน่าประทับใจก็บังเกิด
เมื่อตอนเย็นของวันหนึ่งเตาเผาที่ใช้งานหนักมาหลายวันก็เดี้ยง
ที่นี้ศพที่ยังไม่ได้เผาอีกตั้งห้าหกศพ ก็ต้องทิ้งค้างคืนไว้พรุ่งนี้
รอช่างมาซ่อมเตา
เราสามคนเลยต้องหากิจกรรมอะไรทำไปเป็นการฆ่าเวลา
เพราะจะกลับบ้านก็ไม่ได้
กลัวหมามันจะมาคาบเอาศพไปเล่น
ไอ้โหน่งมันเลยเอารถไปลากรถตู้เก่าหลังวัดมา เอามาจอดไว้หลังเมรุ
เราสามคนช่วยกันแต่งรถตู้ให้กลายเป็นซุ้มยาดองเล็กๆ
เอาไฟกระพริบที่ได้จากงานศพที่เค้าทิ้งมาประดับ
เอาฝาโลงเก่าๆ มาปูต่อเป็นเวที ขนเครื่องเสียงเครื่องดนตรีมา
ทีนี้เราก็พร้อมแล้ว สำหรับงานในคืนนี้
ส่วน อ บ ต เจ้าเก่า ก็ขนเหล้าเบียร์มาให้เป็นกำลังใจเหมือนเดิม ทุกคืน
พวกขาเมาขาจรก็ทะยอย ไปๆ มาๆ กันเรื่อยๆ
เพราะทุกคืน ที่เมรุจะมีเหล้าให้กินกันตลอด
แต่วันนี้พิเศษ คือไม่ได้เผาเพราะเตาพัง เราจึงเอาแต่กินเหล้า
ร้องรำทำเพลงกันเป็นการคลายเครียดจากงานเผาผีที่ต้องทำทุกวัน
เวทีเริ่มคึกครื้น ผมกับเจ้าแอ๊ด เล่นเข้าขากันมาก ยิ่งดึกยิ่งมัน
ที่นี้เรื่องของเรื่องคือ ระหว่างที่สนุกกันนั้น
ไม่มีใครไปคอยดูและระวังหมาตรงที่เค้าเอาศพมากองเอาไว้
ทีนี่หมามันก็แห่กันมา คุ้ย มาคาบ กระชากศพกันสนุกละซีครับ
คนก็สนุก หมาก็สนุก
จนวงมาแตกก็อีตอนมันไปคาบเอาหัวฝรั่ง แล้วลากมาไว้ใต้รถตู้นี่ซีครับ
แล้วอีกตัวก็ลากขามา โดยที่ไม่มีใครสนใจจะไปเห็น
จนพี่ศักดิ์แกเมาแล้วแกไปอ๊วก แตกที่ข้างรถตู้นั่นแหละ
แกนั่งๆก้มๆเงยๆ อ๊วกของแกอยู่แล้วเหลือบไปเห็นขาที่หมามันลากมา
โผล่ออกจากใต้ท้องรถ
แกก็สงสัยว่าใครเมาแล้วแอบเข้าไปนอนใต้ท้องรถ
ด้วยความเมาผสมกับความหวังดีแกจึงเอามือควานเข้าไป
จับได้หัวฝรั่งที่หมาคาบมานั่นแหละ แกก็ดึงๆ และเขย่าเหมือนจะปลุกให้ตื่น
ทีนี้ดึงๆไปตอนดึงกลับออกมามันไม่ทันได้ปล่อยหัวมันก็ติดมือมาด้วยซีครับ
อีกด้านของเวที กำลังเมามัน
ผมจำได้ เพลงที่กำลังเล่นนั้นคือเพลง ตังเก ของน้าหมู พงษ์เทพ
เล่นได้ยังไม่ถึงครึ่งเลยครับ
พี่ศักดิ์แกช็อคเดินตัวแข็งทื่อน้ำตาไหล ตรงมาทีเวทีและวงเหล้า
โดยที่แกไม่ยอมวางหัวของฝรั่ง หัวนั้นทิ้งลงไป
ถึงที่ไฟสว่าง พวกที่นั่งกันอยู่ก็กระโดดกันไปคนละทิศภายในพริบตาเดียว
เหลือเพียงผมกับเจ้าแอ๊ดและพี่ศักดิ์เท่านั้น ที่นั่งหน้าซีดตาค้างอยู่
กว่าจะตั้งสติได้เราต้องมานั้งแกะมือแกออกมาจากหัวนั่น
แล้วไปตามไอ้โหน่งมาช่วยกัน
เก็บเศษที่หมามันคาบไปมาเก็บรวมกันไว้ที่เดิม
ต่างคนต่างก็ด่ากันไปด่ากันมาที่ลืมระวังหมา
กว่าจะหาครบ ปาเข้าไปตีหนึ่ง
หลวงพ่อ เดินมาบอกว่า ดีแล้ว
เราสนุกกัน เค้าก็อยากมาสนุกมั่งจะเป็นไรไป
ครับงานนี้สนุก แต่ก็ยังมีที่สนุกกว่านี้อีก แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะ
วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ว่างแล้วจะมาใหม่
สวัสดี

เจ้าแอ๊ดกับรถตู้หลังเมรุ ที่เคยใช้ทำเป็นเวทีสยองครับ








