…ลำนำเถื่อน จากเรือนถ่อย …

สายบุญไหลกลางธารบาป


ก้มกราบกิเลสตัณหา


คัมภีร์แห่งภาพมายา


ศรัทธาจากความงมงาย




ที่พึ่งคือความยึดติด


ถูกผิดเพียงแค่ความหมาย


ผู้คนว่ายวนวุ่นวาย


จับต้นชนปลายว่ายวน


 

 

นิทาน คำกลอน ตลก

เรื่อง เจ้าเวร เถรดง

แต่ง โดย โต้ง ภูตะนาว ฯ

นำเสนอโดย ผาตะวัน



ขอประเดิม เริ่มจด ในบทกล่าว

เป็นเรื่องราว ตำนาน มาขานไข

จากอาศรม ฤษี ว่าชีไพร

ซึ่งอาศัย พักอยู่ ภูตะนาว ฯ


สมญาคือ เถรดง เหมือนทรงศีล

ชอบป่ายปีน ขึ้นห้อง ย่องหาสาว

เก่งปลุกเสก เลขยันต์ สรรค์เรื่องราว

ชอบเป็นข่าว ในทีวี ทุกปีมา


ชอบธุดงค์ แรมรอน นอนไปทั่ว

ใบ้หวยมั่ว ดั่งความ ตามประสา

สบวันนี้ มุ่งตรง ลงภูมา

ด้วยเบื่อป่า หน่ายดง เบื่อพงไพร


สะพายย่าม ตำรา วิชาแพะ

เอาไว้แนะ สาวงาม ตามนิสัย

อีกเครื่งราง ของขลัง กำลังใจ

ก็เอาใส่ มาด้วย ช่วยเป็นทุน


ว่าหนนี้ จะลงมา หาสำนัก

เพราะเบื่อพัก อยู่พงไพร ไร้คนขุน

จึงจำจร จากลา มาตามบุญ

โปรดการุญย์ เถิดหนา อย่าตัดรอน


ทำหน้าซื่อ ถือเรื่องเศร้า มาเล่าบอก

ใช่ว่าหลอก ให้จิต คิดสังหรณ์

ศีลทะลุ ผุพัง ยังตะลอน

เที่ยวสั่งสอน เรื่องราว แก่ชาวชน


ห็นเหลืองเหลือง เรืองมา คิดว่าพระ

แทบจะละ ลงราบ กราบกุศล

แท้เหลืองขี้ สัปดี้ สัปดน

เกือบหลงกล บูชา ศรัทธาธรรม


อันเจ้ากู เถรดง ผู้ทรงเวทย์

ยังหาเหตุ หาผล อุปถัมภ์

เที่ยวอ้างอวด ผลบุญ คุณธรรม

สอนชี้นำ ชาวชน วนอบาย



ทั้งใบ้หวย ช่วยเจิม เสริมเสน่ห์

ทั้งเที่ยวเร่ รับเหรีญ มาเวียนขาย

ทั้งคิดค้น พิธีกรรม การทำนาย

ให้มากมาย วิชา ที่พาตน


 

จนกระทั่ง วันหนึ่ง จึงมาพบ

มุมสงบ ริมทาง ข้างถนน

ทำเลทอง ที่ต้องการ ใกล้บ้านคน

จึงนิมนต์ ตัวเอง ไม่เกรงใจ


เข้าจัดวาง สร้างนำ ทำที่พัก

ตั้งสำนัก อวิชชา ขึ้นมาใหม่

หวังชื่อเสียง เลื่องลือ ระบือไกล

ว่าเถรดง นี้ไซร้ เก่งวิชา


แล้วเขียนป้าย ติดตอก บอกประกาศ

ล้วนแต่ความ เก่งกาจ ใช่มุสา

เป็นเถรดง ผู้ทรงฤทธิ์ เรืองสิทธา

จุติมา เพียงเพื่อ ช่วยเหลือคน


ดั่งเวรกรรม นำพา ชะตาสู่

ให้ชนผู้ มีสุข ทุกแห่งหน

เกิดเลื่อมใส ศรัทธา ประสาคน

ต่างนิมนต์ เจ้าเถร ประเคนบุญ


ลาภเหลือล้น ด้วยศรัทธา สักการะ

เจ้าเถรเรา หรือจะละ ไปขุ่นขุ่น

มาเถิดหนา สาธุชน มาขนบุญ

ที่เนืองหนุน อยู่ในย่าม ตามพอใจ


นี่จะสร้าง อาศรม อบรมจิต

นึ่จะติด หลังคา ศาลาใหม่

ส่วนซองนี้ ฎีกา ผ้าป่าไง

เถรตั้งใจ จะทอด ตลอดปี

เวรกรรมแล้ว แนวย้ำ ในคำสอน

เถรตลอน ว่าความ ตามวิถี

มิเคยสอน ให้ตัว รู้ชั่วดี

เอาแต่ชี้ ซองบุญ ไว้หนุนพา


ได้ปัจจัย ใส่ซอง ลำพองจิต

เถรดงคิด หวังวาด ปรารถนา

ซื้อสร้อยแหวน มือถือ นาฬิกา

ฝากกานดา คนงาม ตามพอใจ


คิดไปพราง ย้อนดู ว่ากูนี้

เป็นฤษี เรืองฤทธิ์ จิตสาไถย

มีชื่อเสียง เลื่องลือ ระบือไกล

ยากหาใคร เก่งกาจ ฉลาดเกิน


ทั้งสาวน้อย สาวงาม ต่างตามติด

เด็กตัวน้อย ตัวนิด ยังสรรเสริญ

จะคิดหวัง อันใด พาใจเพลิน

จนดังเกิน กว่าใคร ใจนิ่งนอน


ด้วยกิเลส ตัณหา พาผยอง

ให้ลำพอง เกินจิต คิดไถ่ถอน

ว่ากูเก่ง จริงแท้ เก่งแน่นอน

มิสังหรณ์ ใดสิ้น ในยินดี


ทั้งก่อนนั้น เคยอยู่ป่า พนาพฤกษ์

ไร้สำนึก จนระยำ ทำบัดสี

จึงต้องเร่ แรมรอน จรลี

มาได้ดี ในเมือง น่าเคืองใจ


ด้วยชาวเมือง ศิวิไลย์ ไร้ที่พึ่ง

เถรดงจึง เติมวาด ด้วยมาดใหม่

มาระเริง เหลิงหลง ทระนงใจ

เข้าอาศัย ศรัทธา หาเลี้ยงตน


เก่งอวดอ้าง ทางธรรม ที่จำผิด

เก่งอวดฤทธิ์ อวดแรง แสวงผล

นั่งทางใน ทางนอก หลอกผู้คน

ว่าเบื้องบน เขาส่ง เถรดงมา


ด้วยวันนี้ ฤกษ์งาม เลขยามเหมาะ

จึงหัวเราะ เอาชัย ใส่คาถา

เปิดสำนัก ฝึกหัด วิปัสนา

ตามตำรา เถรดง ผู้หลงไกล


เปิดสำนัก เสร็จแล้ว ต้องแจวย่าง

เข้าในห้าง เพื่อเจิม เสริมตึกใหม่

เสร็จเจิมตึก ตามหมาย ต้องย้ายไป

ดูดวงให้ คุณหญิง ตลิ่งชัน

ดูดวงเสร็จ ระเห็จต่อ ตามพ่อค้า

ที่ขอมา ช่วยแล ช่วยแก้ฝัน

พร้อมทำนาย ทายเลข ปลุกเสกยันต์

เสร็จแล้วหัน คืนสำนัก เพื่อพักกาย


เปิดซีดี หรี่แอร์ แล้วแลย่าม

เช็คยอดข้าม ว่าเข้า ตรงเป้าหมาย

เปิดตู้แช่ แก้ขวด นั่งดวดไวน์

สุขสบาย ตามเวร ของเถรดง


กิจวัตร ประจำวัน นั้นล้วนแต่

การตอแหล หมู่ชน คนลุ่มหลง

ศีลวัตร ตัดไป ไม่ดำรงค์

มุ่งเจาะจง เพียงศรัทธา เพื่อหากิน


มีเงินเก็บ เงินฝาก มากมายอยู่

ใช่เป็นผู้ จนอับ ในทรัพย์สิน

พกมือถือ หรูหรา น่ายลยิน

ด้วยรู้กิน รู้หา ศรัทธาคน


อีกทั้งรถ ประจำ ตำแหน่งตั้ง

ให้เถรนั่ง รับบุญ หนุนกุศล

มีลูกศิษย์ ติดท้าย อยู่หลายคน

แต่ละตน ล้วนครบ จบตำรา

คนที่หนึ่ง ชื่อบุญชอบ รอบคอบนัก

เป็นศิษย์รัก ก้นกุฏิ สุดมุสา

ชอบประจบ ประแจง แต่งวาจา

เป็นมือขวา เถรดง ทระนงใจ


คนมี่สอง มองไป ใช่ว่าหล่อ

ชื่อนายต่อ ชอบเติมความ ตามนิสัย

เก่งด้านช่าง สร้างวัตถุ ลวงยุใจ

เหรีญรูปใด สั่งมา จัดหามี


คนที่สาม ชื่อไสว ใจหักเห

ชอบสาดเท ชอบใส่ร้าย ชอบป้ายสี

ตามนิสัย เอ่ยอ้าง อย่างนารี

ด้วยว่ามี ความนิยม ชื่นชมชาย


คนที่สี่ มียศถา บรรดาศักดิ์

มีพวกพรรค ชื่นชอบ มอบถวาย

อันใดขาด ให้ขอ พ่อยอดชาย

จักขวนขวาย มามอบ ด้วยชอบบุญ



คนสุดท้าย ร้ายสุด มนุษย์แล้ว

ชื่อนายแก้ว เก่งสร้างเรื่อง มาเนืองหนุน

ชอบชักยอด ผ้าป่า มาทำทุน

เก่งหาบุญ ศรัทธา ให้อาจารย์


รวมคนชั่ว ครบแล้ว ในแนวก่อ

กรรมจึงรอ ลิขิต วิตถาร

จากเรื่องราว ดำริ เป็นนิทาน

มิได้พาล ผู้ใด ให้โกธา

ยิ่งอยู่ไป ยิ่งแก่กล้า วิชาขลัง

ปถมัง อิทธิเจ คะเนหา

ทั้งเก้ายอด สอดตะกรุด สุดวิชา

สร้างเหรีญมา หลายรุ่น ให้อุ่นใจ


ศิษย์ทั้งห้า ตั้งทำ กรรมการ

คอยจัดงาน อกุศล ผลบุญใหญ่

ช่วยค้นคิด ค้นทำ หากำไร

แบ่งกันไป ถ้วนทั่ว ทุกตัวตน


จนวันนี้ ยังมีเล่น เห็นไปทั่ว

ไม่เกรงกลัว บาปกรรม จะนำผล

ด้วยกิเลส ตัณหา มาบังตน

ให้คิดดล ในชั่ว มั่วอบาย


ไม่มีธรรม ใดฝาก ด้วยมากกิจ

ที่รู้นิด รู้หน่อย ก็พลอยหาย

ดีแต่เก่ง ถ้อยพร่ำ การทำนาย

เก่งค้าขาย ของขลัง ประทังตัว



ทั้งลูกศิษย์ ลูกหา อาจารย์เถร

ต่างพิเรณ พิลึก ให้นึกหัว

ล้วนแต่ชอบ โง่เง่า หลงเมามัว

แสนเลวชั่ว สุดทีจะ พรรณา


เพราะศรัทธา ปวงชน มิยลคิด

เพราะดวงจิต หลงงาม ตามประสา

จึงหลงผิด คิดคาด วาดศรัทธา

ให้เถรป่า เถรดง ทระนงใจ


ยังมีเห็น ทั่วไป ในถิ่นนี้

พวกเศษผี หลงทราม ตามนิสัย

เอาศรัทธา หากิน ชาชินใจ

จะหาใคร มาแก้ รอแต่กรรม

ขอฝากเรื่อง เถรดง ผู้หลงผิด

ให้มวลมิตร ตรองหา ใช่พาขำ

ทุกวันนี้ ยากมีคน ยลชี้นำ

เถรระยำ จึงอยู่ยืน ระรื่นชม


ได้เวลา ทำวัตร บำบัดจิต

ให้ชีวิต สัมผัสธรรม นำสุขสม

ไว้พรุ่งนี้ มีเวลา ตามอารมณ์

คงได้ชม กันต่อ จำขอลา


โปรดติดตาม ตอนต่อไป ในเรื่องเล่า

จากเรื่องเก่า เรื่องใหม่ ใช่มุสา

ยังมีข่าว ให้เห็นรู้ อยู่เรื่อยมา

เรื่องบ้าบ้า ของเถรดง ยังคงมี


สัปดน คนเรา เอาใดแน่

ล้วนผันแปร เปลี่ยนไป ในวิถี

อันบุญบาป เมามัว ชั่วหรือดี

ยังเห็นมี ทั่วไป ในหมู่ชน


ศาสนา ของเรา จักเศร้าหมอง

หากยังมอง ไม่ถูก ผูกเหตุผล

เอาวัตถุ เป็นศรัทธา ประสาคน

แล้วมรรคผล นั้นหรือ คืออะไร

ตานอก หลอกตาใน


เมื่อยิ่งมอง ยิ่งเห็น ความเป็นจริง

สรรพสิ่ง สับสน เวียนวนอยู่

ล้วนมายา หลอนหลอก ตานอกดู

ตาในรู้ ทันเท่า จึงเข้าใจ


ที่บอกสุข สุขจริงแท้ แค่ไหนสุข

แค่ลืมทุกข์ ในคราครั้ง หวังสิ่งไหน

พอสิ้นสุข ทุกข์กลับย้อน สะท้อนใจ

ทุกข์เท่าไร สุขเท่ากัน นั่นหรือพอ


พอแค่นี้ หรือแค่ไหน ในชีวิต

รั้งแต่คิด สร้างเสริม วาดเติมต่อ

จะแค่นี้ หรือแค่ไหน ที่ใจพอ

ยังแต่รอ เพิ่มอยาก มากเรื่องราว


เมื่อยิ่งตรอง ยิ่งเห็น ความเป็นจริง

ว่าบางสิ่ง ยอกย้อน ในร้อนหนาว

ฉุดอารมณ์ อ่อนไหว ในครั้งคราว

เป็นเรื่องราว กลับกลอก หลอกตัวเอง


เมื่อตาใน ใสกระจ่าง ในทางทุกข์

จึงเห็นสุข ในอารมณ์ ไม่ข่มเหง

เมื่อรู้ทัน ดีชั่ว ของตัวเอง

จึงกลัวเกลง ในบาปกรรม ที่นำพา

----------ลานเทวา๔๙------------

แต่ก่อนนั้น ฉันอยู่ไหน ในมุมโลก

ชั่วหรือโชค หลอนหลอก บอกมีฉัน

ให้อนาถ ชาติชั่ว ตัวใดกัน

ว่าตัวฉัน ตัวเธอ เพ้อวุ่นวาย


โน่นตัวกู ของกู ยังกู่ร้อง

ให้แลมอง แลงาม ด้วยความหมาย

โน่นวัตถุ นี่สมบัติ จัดเรียงราย

นั่นความตาย เฉยเฉย อย่าเอ่ยไป


เมื่อใดที่ ความสงบ มารบเร้า

จงแผดเผา ด้วยตัณหา อย่าสงสัย

ทั้งรูปรส กลิ่นเสียง สำเนียงใจ

คือเชื้อไฟ อย่างดี อย่ารีรอ


เติมอัตตา ตัวตน ให้ล้นร่าง

แต่ละย่าง ย่ำปอง ร่ำร้องขอ

อย่าได้คิด พอเพียง หรือเพียงพอ

จงเติมต่อ ว่าตัวกู และของกู


เสกสรรค์สร้าง ทุกสิ่ง ว่าจริงแท้

ของฉันแน่ ของฉันเลิศ ประเสริฐหรู

สรรพสิ่ง จับจอง ว่าของกู

จึงได้รู้ หยิบยื่น ในคืนวัน


แต่ก่อนนั้น ฉันอยู่ไหน ในมุมโลก

ชั่วหรือโชค หลอนหลอก บอกมีฉัน

ให้อนาถ ชาติชั่ว ตัวใดกัน

เป็นตัวฉัน ตัวเธอ เพ้อวุ่นวาย

-----------ลานเทวา------------

สรรพธรรม ย้ำย้อน สะท้อนจิต

ให้ครวญคิด ถึงความจริง ในสิ่งหมาย

เห็นสดับ แต่สับสน ปนวุ่นวาย

มิจางคลาย จากจิต ยามคิดทวน


จากคืนวัน ผันผ่าน การเกิดก่อ

รั้งแต่ต่อ เติมคืนวัน ให้ผันผวน

นำพาจิต หักเห จนเรรวน

ยามคิดทวน แลย้อน สะท้อนใจ


มีความทุกข์ รุกเร้า ปนเศร้าโศก

อยู่ในโลก แห่งอาวรณ์ เพราะอ่อนไหว

มีทุกข์สุข โศกชื่น หยิบยื่นใจ

แปรผันไป สุดเที่ยงแท้ หรือแน่นอน


มองความจริง สิ่งที่เห็น ล้วนเป็นทุกข์

ที่ล้อมรุก ใจกาย เกินถ่ายถอน

รั้งแต่คิด ปรารถนา และอาวรณ์

ให้ยอกย้อน อยู่ใน ใจตระหนัก

---------ลานเทวา๔๙---------

 


หัวข้อ: Re: กวีข้างวัด ( ธรรมะนอกธรรมาสน์ )
เขียนข้อความโดย: SIGH ที่ 12 - 07 - 2006, 20:16:29




ให้วุ่นวน คนเรา เอาใดแน่

หาดหลงแค่ อาวรณ์ และอ่อนไหว

ตามอารมณ์ สมสร้าง ทุกอย่างไป

ตามแต่ใจ ปรารถนา ทุกคราคราว


กระแสชล ล้นไหล ไม่หวนกลับ

ชีวิตลับ เกินย้อน ในร้อนหนาว

กระแสลม พรมไหว ไร้เรื่องราว

ในคราคราว ที่ลืมหลง พะวงใด


รั้งแต่ความ สับสน พาจนอับ

จะสดับ ใดย้อน ยามอ่อนไหว

สุดหามี ถ้อยหวัง กำลังใจ

ต้องเป็นไป เป็นอยู่ อย่างสู้ทน


เสียงใจครวญ หวนมา ว่าทุกข์หนัก

อยากจะพัก เร้นหลีก อีกสักหน

เอาธรรมะ ชำระจิต ลิขิตตน

สร้างกุศล นำพา บารมี

--------ลานเทวา๔๙---------

 

 

แว่วเสียงธรรม นำจิต สถิตชอบ

รู้นบนอบ ศรัทธา พาวิถี

ลดละเลิก เลวทราม ความไม่ดี

พาชีวี รู้เห็น ความเป็นจริง


เพียรบำเพ็ญ พรตพร้อม ยอมสละ

การทิ้งละ โลกแสนยุ่ง ไม่สุงสิง

พิจารณา หาความ ตามเป็นจริง

ใช่หยุดนิ่ง ในธรรม การดำรงค์


ปฏิบัติ บูชา รักษาจิต

ให้ชีวิต อยู่ห่าง ทางที่หลง

เลิกผูกรัด มัดเหนี่ยว เกี่ยวพะวง

จิตมั่นคง ในธรรม คำสอนเตือน

---------ลานเทวา๔๙----------

 

 

กระแสกาล ผ่านไป ไม่หวนกลับ

วันคืนลับ เลยลา อย่ามัวเขลา

อันคุณงาม ความดี มีให้เรา

เร่งทำเอา เถิดหนา อย่ารีรอ


อันทรัพย์สิน เงินทอง ของไม่แน่

อย่าหลงแค่ ยึดมั่น กันเลยหนอ

อีกลุ่มหลง ยศถา อันบ้าบอ

ไม่เกิดก่อ ใดงาม ล้วนความลวง


อย่าลืมเลือน เตือนจิต ให้คิดบ้าง

ปลดปลอ่ยว่าง ให้ชีวิต ไม่คิดห่วง

ที่เห็นสุข สรรค์สร้าง ล้วนทางลวง

ทุกข์ทั้งปวง ซ่อนแอบ แนบคู่กัน



ไม่ควรคิด จงอย่า ไปหาคิด

ที่พลั้งผิด จงอภัย ไม่หุนหัน

ที่ยากไร้ ใจแจ้ง จงแบ่งปัน

ยามคับขัน ตั้งสติ ดำริตรอง



อย่าร้อนรุ่ม กลุ้มจิต ยามผิดพลาด

จงคิดวาด หวังใหม่ ไม่มัวหมอง

อดีตผ่าน เลยไป จงไตร่ตรอง

หนที่สอง ยังพอหา มาแก้ตน


รู้ผิดพลาด ขาดเกิน ดำเนินรู้

ให้ยั้งอยู่ ในเขต ของเหตุผล

รู้สิ่งใด ไม่สู้ รู้จิตตน

รู้ทางหน แห่งธรรม คอยย้ำเตือน

-----------ลานเทวา-------------

จาก เพลงยาว อเสกขปัญโญ

โดย โต้ง ภูตะนาว ฯ ( ลานเทวา )

 

ปฏิจจสมุปปาทะธัมมะ


เพราะอาศัย อวิชชา จึงว่าเกิด

ให้กำเนิด สังขาร ผ่านแห่งหน

ยึดสังขาร สร้างวิญญาณ มาดาลดล

ให้เกิดผล รูปนาม ที่ตามมา


จากรูปนาม ตามเตือน ไม่เลือนละ

ลวงสฬา ยตนะ ให้ห่วงหา

จากผัสสะ เป็นเหตุ เวทนา

สร้างตัณหา วกวน จนวุ่นวาย


จากตัณหา อุปาทาน ที่ผ่านจิต

เกิดชีวิต เวียนวาด เกินคาดหมาย

ขาติชรา มรณะ และอบาย

วนเกิดตาย ในวัฏฏะ ทุรกรรม

-----------ลานเทวา๔๙------------

 

 

ทวนกระแส จิตตน หวังพ้นทุกข์

วิบากรุก ฉุดรั้ง ประดังหา

บางขณะ ท้อแท้ แพ้อัปรา

เพราะตัณหา โถมถั่ง พ่ายพังไป


หากบางครั้ง รู้สติ ดำริชอบ

รู้โต้ตอบ อารมณ์ ข่มนิสัย

บางครั้งเงียบ เรียบว่าง อย่างมีชัย

บางครั้งใจ ตกต่ำ ระยำตน


ระเริงหลง ลืมจิต ในผิดชอบ

ทิ้งใจมอบ แด่ตัณหา ทุกคราหน

แทบทุกครั้ง พลั้งพลาด อนาถตน

มัวหลงกล ตามกิเลส ทุรศใจ

 

ทิ้งหลักธรรม คำสอน จึงร้อนรุ่ม

พาเกลื่อนกลุ้ม กับคืนวัน ที่หวั่นไหว

สารพัด รัดล้อม น้าวน้อมใจ

พาหลงไป ตามตัณหา มายาลวง


มองความจริง ด้วยใจ ให้รู้แจ้ง

ใดเสแสร้ง เติมจิต ให้คิดห่วง

ใดนำพา อารมณ์ เข้าถมทรวง

ใดมาลวง หลอกเรา ให้เฝ้าปอง


ใช่มองผ่าน มองพ้น ไม่ค้นคิด

พาชีวิต หลงปรนเปรอ เสนอสนอง

จนวุ่นวาย กายจิต ผิดครรลอง

ด้วยหมายปอง หมายอยาก อยู่มากมี

---------------ลานเทวา๔๙----------------

 























Google