จันทร์เจ้าขา
แก้วแหวนช้างม้า นั้นข้าไม่ขอ
เก้าอี้เตียงตั่ง ข้ายังมีพอ
ละครหนังจอ ข้าไม่อยากดู
จันทร์เจ้าขา
โปรดหันมา มองความอดสู
ที่ข้า หยิยยื่นฝืนชู
ให้รู้ ให้เห็นเช่นไร
มีบาป มาสารภาพ
ให้จันทร์ทราบ ถึงความเหลวไหล
ให้ดาวรู้ ถึงความในใจ
ก่อนหลับไหล ในยามราตรี
ชั่วจนท้อ พ้อจนเพ้อ เจอจนจาก
ง่ายจนยาก มากจนล้น เหนื่อยจนหนี
รักจนหลง ปลงจนหาย หน่ายจนดี
หมดจนมี พลีจนพ้น ค้นจนตาย
จันทร์เอ๋ย โอ้จันทร์เจ้า
มีเรื่องเล่า เรื่องบอก ตอกความหมาย
มีเรื่องราว ว่ายวน จนวุ่นวาย
มีความตาย มาเยือน เตือนความจริง
จันทร์เจ้าขา...........
------------ลานเทวา-------------
ตะกอนแห่งราตรี
ทิวาวาร ผ่านพ้น บนวิถี
กาลราตรี มาเยือน ณ เรือนฝัน
สรรพสิ่ง ทิ้งวาง ลงกลางครัน
ที่ประจัญ ที่ผจญ ผ่านพ้นไป
ดอกราตรี ร่วงหล่น บนลานโศก
สายลมโบก ความเอกา มาไหวไหว
ความเงียบเหงา เร้ารุม เข้าสุ่มใจ
จะหาใคร มอบรัก ไว้พักพิง
ม่านดารา ครุมครอบ อยู่รอบฟ้า
แสงจันทร์พา ใจวุ่น ไร้อุ่นผิง
สายลมหนาว พัดพราวผ่าน ร่านประวิง
ให้ดำดิง แดโดย โหยหาไป
ชวนชื่นกลิ่น ถวิลช้ำ ในคำชื่น
จะหลงรื่น เริงร่า มาแต่ไหน
ชวนระทม ตรมยิ่ง กว่าสิ่งใด
สิ้นสายใย ยังเพ้อ ละเมอปอง
ทิวาวาร ผ่านพ้น บนวิถี
กาลราตรี ล่วงมาเยือน เตือนใจหมอง
สรรพสิ่ง ทิ้งคว้าง กลางครรลอง
ทางที่ปอง สิ้นสูญ อาดูรใจ
--------ลานเทวา---------
.........มิเลือนพรากจากอาวรณ์..........
ชื้นน้ำค้าง พร่างพรม ลมหนาวโบก
รั้งใจโศก โศกา ผวาหนาว
ชื้นน้ำตา ไหลเลือน แสงเดือนดาว
ความปวดร้าว ตรึงตรม กับลมลวง
ลำพังใจ ไหวอ่อน อาวรณ์หวัง
เร้าประดัง ดวงจิต ให้คิดหวง
ความรู้สึก ตรึกย้ำ ระกำทรวง
ยามผ่านล่วง เลยลับ สดับใด
เหมือนพานพบ แล้วลบพราก ไปจากจิต
พาชีวิต เพ้อพะวง ด้วยหลงไหล
เก็บเศษฝัน จากวันชื่น มอบคืนใจ
ก่อนจะไกล จากหน คนละทาง
ดั่งสายลม พรมพริ้วไป ในท้องทุ่ง
ดั่งแสงรุ่ง ฉาบทา เมื่อฟ้าสาง
พอเย็นย่ำ ค่ำเยือน แสงเลือนราง
ความอ้างว้าง เวียนวน สับสนใจ
รู้ว่าเพียง ได้พานพบ แล้วจบจาก
แต่ยังฝาก ความอาวรณ์ เพราะอ่อนไหว
เฝ้าหวังวาด ปรารถนา ตราตรึงใจ
แนบซึ้งใน ความห่วงหา ร่ำอาวรณ์
---------ลานเทวา----------
ตะกอนใจ......
รวยระริน โลมไล้ ใจรู้สึก
ให้ร้าวลึก อยู่ใน ใจห่วงหา
ที่ห่างเหิน เกินพบ ประสบพา
คือเวลา จรพราก ไกลจากกัน
เป็นตะกอน นอนค้าง อยู่กลางจิต
ถ่วงใจคิด พร่ำเพ้อ ละเมอฝัน
ณ ห้วงกาล ที่ผ่านยื่น ในคืนวัน
มิอาจผัน แปรใด ให้ลืมเลือน
จึงเฝ้าเก็บ คืนวัน อันห่วงหา
ให้ชีวา แนบตรึง ซึ้งใดเหมือน
ที่พบพาน ในผ่านพบ ยากลบเลือน
คอยตามเตือน ความห่วงหา อยู่อาจิณ
คือนิยาม ความคิดถึง อันตรึงจิต
ให้ย้อนคิด ย้อนทวน ครวญถวิล
คือความหมาย คือคุณค่า เทียมฟ้าดิน
ให้เจตน์จินต์ ระลึกอยู่ มิรู้คลาย
คือคำใจ ที่ไหวย้อน อาวรณ์หา
คือปรารถนา ที่ตามเตือน มิเลือนหาย
คือแรงเร้า ยามเหงาเปลี่ยว ยามเดียวดาย
คือความหมาย อันห่วงหา อันตราตรึง
คือความจริง ที่ทิ้งไว้ ให้ประจักษ์
คือคุณงาม ของความรัก ความคิดถึง
คือความสุข ที่รุกล้ำ ในรำพึง
คือความซึ้ง อันร้อยรัด มัดอารมณ์
------------ลานเทวา------------
เหงาที่สะท้อน....
วังเวงไหว ไร้สิ้น ถวิลหวัง
เร้าประดัง แดโดย ความโหยหา
เสียงใจครวญ หวนแผ่ว ดังแว่วมา
ปรารถนา ย้อนย้ำ ให้ร่ำครวญ
อยู่ลำพัง ฟังใจ ไหวสะท้อน
สดับย้อน อยู่ลึก ยามนึกหวน
ความโหยหา ตราตรึงจิต ให้คิดทวน
หวังเชยชวน ชมชื่น ใช่อื่นใด
ความโดดเดี่ยว เปลี่ยวเปล่า นั้นเหงานัก
ถามทายทัก ได้แต่ลม ที่พรมไหว
ยามหลับนอน ร้อนหนาว ปวดร้าวใจ
สุดหาใคร เคล้าคลอ พะนออิง
ยามว้าเหว่ เร่คว้าง อ้างว้างจิต
หนาวชีวิต วายวุ่น ไร้อุ่นผิง
ยามกลัดกลุ้ม รุมร้อม น้อมประวิง
ขาดคนอิง ปรึกษา คอยหารือ
------------ลานเทวา------------
.......มาลี....รำพึง........
โอ้ว่าเจ้า ดอกรัก สีอ่อน
เจ้าซุกซ่อน ดวงใจ ที่ไหนหนอ
จะรับขวัญ วันชื่น ในคืนรอ
หวังเคลียคลอ แนบชิด สนิทตรึง
ดอกเอ๋ย เจ้าดอกลั่นทม
ยามสายลม พริ้วไหว ใจคิดถึง
ยามหนาวเหน็บ เจ็บช้ำ ได้รำพึง
ด้วยคะนึง ห่วงหา คราระทม
ดอกเอย เจ้าดอกโศก
อยู่ในโลก เปลี่ยวเหงา เศร้าขื่นขม
ให้อาดูร ดวงใจ ไหวตรอมตรม
ยามสายลม โบยโบก ความโศกใจ
โอ้ดอกแก้ว แพรวขาว พราวสะอาด
ดั่งรักขาด สีสรรค์ อันสดใส
ยังเพียงกลิ่น รัญจวน ไว้หวนไกล
สู่หนใด หนอฝัน จากวันคืน
ดอกเอย เจ้าดอกรัก หักกลีบอ่อน
เจ้าเก็บซ่อน โศกา อุราฝืน
เจ้าเก็บกด บดบัง ชังกล้ำกลืน
เจ้าสะอื้น โหยหา ทุกคราไป
---------ลานเทวา----------
...... ..ยังเหมือนเดิม........
ยังอยู่กับ ความเหงา และเปล่าเปลี่ยว
ยังอยู่อย่าง โดดเดี่ยว ใจโหยหา
ยังต่อสู้ อยู่กับ ความเอกา
ยังอยู่กับ วันเวลา ที่เฉยเมย
มีเพียงเสียง แมลง ที่ร่ำร้อง
หวีดหวิวก้อง ท่ามกลาง ความเงียบฉย
ในยามที่ ราตรีกาล ล่วงผ่านเลย
จนคุ้นเคย ในคืนค่ำ ที่จำทน
หากเลือกได้ คงไม่เลือก อยู่อย่างนี้
จะขอลี้ หลีกลับ ความสับสน
หลบคืนเหงา ที่เร้าจิต เกินคิดทน
ไปให้พ้น ความหักเห วันเวลา
ค่ำคืนนี้ ไม่มีใด มาให้ฝัน
แล้วจะสรรค์ สุขใด ให้ห่วงหา
ค่ำคืนนี้ มีแต่เหงา เร้าอุรา
ปรารถนา ถึงสุขใด กระไรมี
-----------ลานเทวา๔๙-----------
........กี่หนหวัง กี่ครั้งพ่าย.........
จากที่เคย ท้อแท้ เคยแพ้พ่าย
จนเหนื่อยหน่าย ชีวิต ความคิดหวัง
จากที่เคย สิ้นแรงใจ ไร้พลัง
จนชิงชัง สิ่งฝัน จากวันคืน
มาวันนี้ ได้พบ ประสบพักตร์
จึงประจักษ์ ถึงใจ ไม่เป็นอื่น
เปรียบเธอดั่ง แสงส่องนำ ยามค่ำคืน
ให้ฉันยืน หยัดย่าง บนทางเดิน
ด้วยแรงใจ เธอให้มา จึงกล้าสู้
มีเธอคู่ เคียงหยัด มิขัดเขิน
ฟากฝั่งฝัน อันสดใส ไม่ไกลเกิน
หากเธอเดิน เคียงข้าง บนทางใจ
จะหยุดท้อ พ้อพร่ำ ความช้ำชอก
เพียงเธอบอก จะเคียงฝัน มิหวั่นไหว
จะเป็นเพื่อน รักแท้ แม้ทางไกล
จะก้าวไป สุดทาง ที่ย่างเดิน
แต่ความจริง สิ่งใด ที่ใจคิด
ย่อมเบือนบิด เส้นทาง ให้ห่างเหิน
เพียงแรงใจ ใส่ฝัน วันก้าวเดิน
ยังขาดเกิน จนจิต ยากคิดทัน
จากที่เคย มุ่งหวัง เมื่อครั้งใหม่
กลับอ่อนใจ อ่อนจิต เกินคิดสรรค์
ความท้อแท้ แพ้พ่าย หน่ายชีวัน
ดั่งดึงดัน ชีวิต ให้ปลิดปลง
----------ลานเทวา------------
...............อ้อนย้ำ คำรัก...............
ประหนึ่งใจ ไหวประสบ การรบเร้า
จะดลเดา ใดชื่น ในคืนฝัน
ประไพเพียง สำเนียงถ้อย ร้อยประพันธ์
มายืนยัน ความห่วงหา ทุกราตรี
ประดิษฐ์ถ้อย ร้อยคำ มาย้ำบอก
ประทับดอก ดวงฝัน สรรค์เสกสี
ประดับสร้อย วิภา ทิพย์มาลี
สร้างวจี แห่งใจ ในถ้อยคำ
ประดุจถ้อย อารมณ์ อันสมสุข
ด้วยรักปลุก ปลอบฝัน อันดื่มด่ำ
ประทานใจ จารจด ในบทคำ
เป็นถ้อยย้ำ ว่ารัก ทายทักใจ
ประจงจาร สารสื่อ ด้วยมือหมาย
ทอประกาย อาทร ยามอ่อนไหว
เพียงพธู รู้รับ ประทับใจ
ถ้อยคำใน ความรู้สึก ลึกลึกปอง
โฉมประอร อ่อนหวาน ยามพานพบ
มิอาจลบ เสน่หา พาสนอง
เพียงสบซึ้ง ตรึงจิต ให้คิดปอง
นวลนุชน้อง หนึ่งใน ใจพี่ยา
โปรดปราณี พี่บ้าง บนทางรัก
เฝ้าทอถัก เรียงร้อย ถ้อยเสน่หา
ประจงจาร ใจจด เป็นบทมา
ให้น้องยา ได้รู้ เอ็นดูใจ
----------ลานเทวา----------
โคลงครวญ
หนึ่งช้ำน้ำตาร่วง ลงริน
กำซาบซ่านในแดนดิน โศกเศร้า
สำนึกบ่งในยลยิน ยามจาก ไปลา
ทิ้งหนึ่งให้โศกเร้า ขัดข้อง หมองตรม ฯ
ดอกรักไร้กลิ่นชื่น ชวนชม
ดอกโศกวิโยคตรม บ่ชื่น
ดอกน้ำตาย้ำอารมณ์ เห็นอยู่ ใจนา
ดอกฝันคั้นอุราขืน ข่มข้าม ระทม ฯ
ผีเสื้อโบกบินไล้ ลงดอม
เกษรรักยื่นยินยอม ยั่วเย้า
หวานรสมิหน่ายจอม ใจหนึ่ง ทุ่มเท
ไปสิ้นกลิ่นที่เร้า จึ่งเร้น จากไกล ฯ
-----------ลานเทวา------------
เหงา....บ่น
รติกาล ผ่านมาเยือน ณ เรือนฟ้า
ม่านดารา ครุมครอบ รอบแดนสรวง
นั่นเดือนเพ็ญ เด่นสง่า มาเต็มดวง
กลางหุบห้วง นภา ยามราตรี
ปลดปล่อยใจ ที่ไร้คู่ นั่นดูฟ้า
เดือนดารา จงประจักษ์ เป็นสักขี
ว่าไร้คู่ อยู่เดียว เปลี่ยวฤดี
จะหามี ใครเล่า มาเข้าใจ
ระยับดาว พราวพร่าง กลางผืนนภ
มิอาจลบ แสงแข ที่แลใส
ยังแต่เหงา เข้ามากลบ ลบแสงใจ
มืดมิดใน เหงาเปลี่ยว อยู่เดียวดาย
รติกาล ผ่านมาเยือน ณ เรือนฟ้า
ม่านดารา มิเลือน เหมือนสิ่งหมาย
โอ้ยามนี้ ไม่มีรัก มาทักทาย
คงเดียวดาย หน่ายทน บ่นกับเดือน
-----------ลานเทวา------------
ณ คืนหนาว พราวหมอก ดอกน้ำค้าง
ดอกรักจาง จากสิ้น ในกลิ่นฝัน
ดอกระทม ตรมตรึง ซึ่งชีวัน
ความแปรผัน หักเห ใจเรรวน
ที่เคยเคล้า เย้าหยอก พร่ำบอกรัก
กลับต้องหัก ห้ามจิต เกินคิดหวน
ที่เคยชื่น รื่นรมณ์ ชมชิดชวน
กลับเรรวน ร้างลา น้ำตาริน
แว่วเสียงอ้อน รำพัน ในวันเก่า
ย้ำตรมเศร้า ให้ห่วงใย ใจถวิล
แว่วเสียงใจ สับสน ที่ยลยิน
ยามรักสิ้น ในทาง อ้างว้างใจ
ลานเทวา อาดูร ยามสูญรัก
เหมือนจมปลัก อยู่ในตรม ระทมไหว
วันคืนที่ แสนเศร้า ไร้เงาใจ
จะหาใคร เหลียวแล แค่ผ่านเลย
------------ลานเทวา๔๙------------
ผู้แพ้.....
ยังคงเป็น คนเก่า ที่เหงาอยู่
ยังเป็นผู้ พ่ายแพ้ ได้แค่ฝัน
ยังเจ็บช้ำ กล้ำกลืน ทุกคืนวัน
ยังยืนยัน รักอยู่ มิรู้คลาย
ความห่วงหา อาวรณ์ สะท้อนจิต
จากเคยชิด เชยชื่น ยื่นความหมาย
จากบางสิ่ง บางอย่าง ร้างกลับกลาย
เป็นเสียดาย เวลา คราร่วมเคียง
หากความหมอง คือของขวัญ ในวันเก่า
ฝากใจเศร้า ไว้สดับ ในศัพท์เสียง
'' ฉันรักคุณ'' ยังคุ้นย้ำ ในสำเนียง
คงเป็นเพียง ครั้งหนึ่ง ที่ตรึงตรา
ยังเฝ้าคอย แลดู อยู่ตรงนี้
อยู่ตรงที่ เคยร่วมฝัน ร่วมฟันฝ่า
ยังเฝ้ารอ คอยเธอ เสมอมา
กาลเวลา เลยล่วง ยังห่วงใย
แม้นไร้สิทธิ์ ไร้เสียง จะเคียงคู่
แม้นจะรู้ ว่าเกินฝัน ที่จะใฝ่
แม้นไร้สิทธิ์ ไร้เสียง จะเคียงใจ
รักมิไกล จากฝัน ยังมั่นคง
ยังคงเป็น คนเก่า ที่เหงาอยู่
ยังเป็นผู้ พ่ายแพ้ ได้แต่หลง
หากยังมอบ ใจฝัน อย่างมั่นคง
ยังอยู่ตรง ที่เคยรัก แน่นหนักคำ
------------ลานเทวา------------
เก็บนิยาม ความหมาย ชายคนหนึ่ง
อาจไม่ซึ้ง ซ่านใจ ให้แลเหลียว
หากมั่นคง ดำรงค์ไว้ ในหนึ่งเดียว
ไม่เคยเที่ยว แจกจ่ายใจ ให้ใครปอง
ต่อไปนี้ คงมี ที่เหลือว่าง
สำหรับวาง รักไว้ ให้สนอง
ในแรมเดือน เลือนปี ที่ใฝ่ปอง
จะไม่หมอง ไม่เหงา ใต้เงาจันทร์
จันทร์อร่าม งามอยู่ กลางหมู่ดาว
สายลมผ่าว พัดไหว ในคืนฝัน
ใจกระซิบ ดังแว่ว มาแซวกัน
ว่าจงฝัน ต่อไป เถิดใจเอย
---------ลานเทวา---------
ขอจันทรา พาฝันชื่น ในคืนเหงา
ขอรักเจ้า คงมั่น มิผันเปลี่ยน
ขอซื่อสัตย์ ตลาดกาล ที่ผ่านเวียน
ด้วยบทเขียน จากใจ มอบให้เธอ
ขอพรจันทร์ ให้ฝันสุข ใจปลุกปลอบ
ขอรักมอบ แด่กัน มั่นเสมอ
ขอบทเพลง บรรเลงฝัน ฉันกับเธอ
ยามพบเจอ เคียงคู่เย้า ใต้เงาจันทร์
งามเอ๋ยงาม แสงทอง งามผ่องพักตร
ยามทายทัก ออดอ้อน ย้อนใจฝัน
กลิ่นแก้มนวล หวนชื่น ในคืนวัน
มอบรักปัน อุ่นไอ ในความรัก
ยามชะม้าย ชายตา พาไหวหวั่น
ความผูกพัน แน่นใน ใจประจักษ์
เสียงกระซิบ ซึ้งใน ใจยิ่งนัก
ฟังว่ารัก รักอยู่ มิรู้เลือน
--------ลานเทวา---------
ระเหิดหาย มะลายห่าง ร้างไปสิ้น
จะยลยิน อย่างไร อาลัยหา
ร่ำคร่ำครวญ หวนช้ำ ด้วยน้ำตา
ปรารถนา แนบข้าง กลับห่างไกล
ดั่งดาวเดือน เลือนพราก ไปจากค่ำ
สุดระกำ กรอมจิต คิดไฉน
รั้งแต่โศก กรรแสง ทิ่มแทงใจ
ด้วยอาลัย อาวรณ์ ตอนจากกัน
ยามห่างไกล ไร้นวลแนบ อิงแอบอุ่น
ไร้กลิ่นกรุ่น กล่อมจิต คิดถึงขวัญ
เคยพะนอ คลอเคล้า เฝ้าผูกพัน
กลับผกผัน พ้นพราก ไปจากลา
โศกในเหงา เศร้าในจิต ยามคิดถึง
เฝ้ารำพึง รำพัน เพ้อฝันหา
ในยามเหงา เร้ารุม สุมอุรา
เหลียวมองหา มองหาย ให้หน่ายตรม
ระเหิดหาย มะลายดับ ไปลับสูญ
แสนอาดูร ดวงใจ ในขื่นขม
ยังแต่ช้ำ ไร้ชื่น มายื่นชม
อกระทม ยามร้าง ไกลห่างมา
------------ลานเทวา-------------








